หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘สอท.’ หนุนรั...

‘สอท.’ หนุนรัฐเคาะพ.ร.ก.กู้เงิน 1.6 ล้านล้านบาท หวังเห็นการบริหารจัดการที่ดี-อัดฉีดเงินได้รวดเร็ว

4.04.20 | 05:43 น.

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภา อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน ในวงเงิน 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไทย หรืออยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงต่อจากนี้ได้ดีมาก เนื่องจากอันดับแรกในการพยุงเศรษฐกิจจะต้องมีวงเงินที่ชัดเจนก่อน ซึ่งจากเดิมที่เคยมีข้อมูลออกมาว่าจะมีการออกพ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินในวงเงิน 2 แสนล้านบาท หรือวงเงินใหญ่ที่เพิ่มมาเป็น 4 แสนล้านบาทนั้น ประมาณที่แต่ละประเทศใช้เม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแท็กมือจับโควิด-19 เป็นวิกฤตการณ์ที่ใหญ่มากที่สุดอีกครั้ง ซึ่งผลกระทบทำให้อุตสาหกรรมเลยถูกถูกมากรรมลดลงอย่างมึงแรงทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกแย่ลง ทำให้การที่จะมาตรการออกมาช่วยพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ อันดับแรกจะต้องมีจำนวนเงินที่เพียงพอ ทำให้เบื้องต้นการอนุมัติเงิน 10% ของจีดีพี ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดี เนื่องจากได้ทำตามเกณฑ์ที่ไม่แตกต่างกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกาที่ใช้วงเงิน 10% ของจีดีพี หรือ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะมีที่ใช้วงเงินมากกว่าก็เป็นสิงคโปร์ ที่ใช้วงเงิน 11% ของจีดีพี แต่เนื่องจากประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท ทำให้การอนุมัติวงเงินที่ 10% ถือว่ามีทำตามเกณฑ์มาตรฐานแล้ว

“ในส่วนของปริมาณเม็ดเงินถือว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมและเพียงพอแล้วในเบื้องต้น ถามว่าตัววงเงินเห็นด้วยหรือไม่ ตอบได้เลยว่าเห็นด้วยแล้ว แต่ถามต่อว่าแล้วเม็ดเงินส่วนนี้จะใช้แล้วได้ผลหรือไม่ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการทำงานและการบริหารจัดการของรัฐบาล โดยในภาวะวิกฤตตอนนี้ จะต้องใช้วิธีการที่ค่อนข้างรวดเร็ว ทำให้สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญต่อไปคือ ขั้นตอนของการเบิกจ่าย และการเข้าไปช่วยให้เม็ดเงินเหล่านั้นสามารถใช้ได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะต้องดูแนวทางในประเทศที่กำลังดำเนินการอยู่ และประเทศที่ดำเนินการสำเร็จไปแล้ว ว่ามีแนวทางอย่างไร และเราจะต้องนำแนวทางเหล่านั้นมาใช้ให้สำเร็จโดยเร็ว เนื่องตากขณะนี้ประเทศไทยกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ผู้ประกอบการในทุกระดับได้รับผลกระทบจากยอดขายที่หายไป ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป ซึ่งบางผู้ประกอบการยอดขายหายไปเกือบครึ่ง หรือเป็นศูนย์เลยก็มี สิ่งที่กังวลจึงเป็นการจ้างงาน และการเลิกจ้าง เนื่องจากหากดูภาพของสหรัฐ ที่ขนาดอนุมัติงบกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัญ แล้วยังได้เห็นภาพอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นกว่า 6.6 ล้านคน เพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั่วโลกรวมทั้งไทย กำลังจะเจอปัญหาการว่างงาน และการเลิกจ้าง ขบวนการต่อจากนี้ไป จะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการล้วนๆ จึงอยากให้ภาครัฐทำงานร่วมกับเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหอการค้าและสอท. เพราะเป็นผู้ได้ร้บผลกระทบค่อนข้างมาก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วย” นายเกรียงไกรกล่าว

นายเกรียงไกรกล่าวว่า สำหรับเม็ดเงินดังกล่าว ควรนำลงไปให้ทั่วถึงในทุกภาคส่วนและทุกระดับ เนื่องจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการได้รับผลกระทบจากโรคระบาดที่เกิดขึ้น และนักท่องเที่ยวที่หายไป โดยจะเห็นได้ว่าสถานบันเทิง โรงแรม สปา ร้านอาหาร ได้รับผลกระทบทั้งหมด ซึ่งในส่วนนี้จะต้องให้ความสำคัญที่สุด ส่วนต่อมาเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญมาก เพราะเกี่ยวเนื่องกับภาคการส่งออก โดยประเทศไทยเครื่องมือในการสร้างรายได้หลัก 2 ส่วน คือ ภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว ซึ่งภาคการส่งออกสามารถนำเงินเข้าประเทศกว่า 70% ของจีดีพี ส่วนภาคการท่องเที่ยว ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นพระเอกมาตลอด เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้นทุก ล่าสุดในปี 2562 มีเข้ามากว่า 40 ล้านคน คิดเป็นเกือบ 12% ของจีดีพีไทย โดยในภาคการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับภาคบริการ ซึ่งมีคนอยู่ในอุตสาหกรรมบริการค่อนข้างมาก เกิดการจ้างงานมากเช่นกัน ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้ง 12% ได้รับผลกระทบรุนแรง แต่ว่าเกือบ 70% ในภาคอุตสาหกรรม และภาคการค้าก็ได้รับผลกระทบไม่แตกต่างกัน รัฐบาลจึงควรที่จะเข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมภาคเกษตรกร เพราะนอกจากจะเกิดปัญหาใน่สวนของกำลังซื้อที่หายไปแล้ว ยังมีเรื่องของภัยแล้งที่กำลังจะเข้ามาซ้ำเติมเกษตรกรอีก ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ไป เม็ดเงินที่จะออกมาเพื่อพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงต่อจากนี้ มองว่าทุกภาคส่วนต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่าเทียมกัน แต่ภาครัฐจะต้องเป็นผู้ประเมินสัดส่วนและเม็ดเงินที่เหมาะสมต่อไป

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ในส่วนของการประกาศเคอร์ฟิวที่ออกมานั้น ภาครัฐจะต้องมีมาตรการในการอำนวยความสะดวกให้กับการขนส่งสินค้าและบริการที่จำเป็นด้วย เนื่องจากการขนส่งจะต้องนำวุตถุดิบหรือขนส่งสินค้าจากโรงงานต่างจังหวัดเข้ากทม. ซึ่งจะติดเวลาในการขนส่งตามกำหนดของเคอร์ฟิว ซึ่งจะทำให้การขนส่งสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคและบริโภค ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ผลกระทบที่ตามมาอาจทำให้ของขาดตลาด หรือไม่สามารถผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ตามศักยภาพของโรงงานผลิต ทำให้เกิดการสะดุดในภาคการผลิตอีก โดย ประเมินว่าการเคอร์ฟิวอาจจะได้ผล หากมีการกำหนดใช้มาตรการที่เข้มข้นและรัดกุมมากเพียงพอ เหมือนในประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่เชื้อ หรือทำให้ยอดจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงได้ ส่วนจะถึงเวลาในการปิดประเทศ งดการเดินทาง และขึ้นบินของเครื่องบินเลยหรือไม่นั้น มองเป็น 2 ส่วน คือในด้านสาธารณสุขก็ควรที่จะปิดประเทศ เพื่อควบคุมโรคระบาดให้ได้ก่อน แต่ในส่วนของเศรษฐกิจก็อาจจะมีรูปแบบที่ไม่ต้องปิดประเทศ เพียงแต่จะต้องบังคับใช้ข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์อย่างเข้มแข็งมากที่สุด เพื่อควบคุมโรคระบาดให้ได้ โดยที่เศรษฐกิจไม่ต้องถึงขั้นนิ่งสนิท