‘ทรีนีตี้’ ชี้ฉวยโอกาสโควิด-19 กำลังคลายตัวลงทุนต่างประเทศ เปิดขายกองทุนส่วนบุคคล

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ทรีนีตี้ประเมินวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่กำลังคลี่คลายถือเป็นโอกาสในการออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยมองว่าตลาดหุ้นจะกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งภายหลังจากการออกคิวอี ของธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกคิวอีแบบไม่จำกัดวงเงินซึ่งได้ทำแล้วราว 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะทำเพิ่มอีก 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และเฟดเองก็ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับต่ำ 0-0.25 % ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็ใช้นโยบายการคลังด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบประมาณ 10% ของจีดีพี ธนาคารกลางยุโรปออกคิวอีในวงเงิน 1.1 ล้านยูโรภายในสิ้นปีนี้ ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ออกมาตรการซื้อพันธบัตรรัฐบาลแบบไม่จำกัดเช่นกัน

ผลของการดำเนินนโยบายนี้จะทำให้สภาพคล่องของเงินทุนล้นโลก ซึ่งจะเป็นตัวสนับสนุนให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ภายหลังวิกฤติโควิด-19 โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนน่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศอื่นนายวิศิษฐ์กล่าว

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า จะเห็นว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของจีนได้ฟื้นตัวกลับมาอยู่ในตัวเลขเดียวกันกับในช่วงก่อนวิกฤตแล้ว หรือคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะใช้เวลาในการฟื้นตัวประมาณ 1-2 ปี ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับมาที่เดิมและมองว่าตลาดหุ้นจีนจะฟื้นตัวเร็วสุด ขณะที่สหรัฐจะใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี ในขณะที่เศรษฐกิจของยุโรปอาจจะใช้เวลามากกว่า 4 ปี  ส่วนประเทศไทยยังต้องใช้เวลาเพราะวิกฤติรอบนี้ทำให้จีดีพีปีนี้จะติดลบ 6-7 % ซึ่งถือว่าติดลบหนักสุดในภูมิภาคเอเชีย การจัดสรรเงินลงทุน ในสภาวะการณ์เช่นนี้ ทรีนีตี้แนะนำให้ลงทุนในทองคำในสัดส่วน 10% ลงทุนในหุ้นไทย 20% เน้นหุ้นปันผลดีประมาณ 30-40% และลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ BBB ขึ้นไปและอีก 10-20% ลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ เพราะเป็นกองทุนที่จะลงทุนในหุ้นจีนในสัดส่วนที่มากและ ส่วนอีก 10-20 % ถือเป็นเงินสดเพราะในภาวะที่ตลาดหุ้นยังมีความผันผวนสูงการถือเงินสดจะสร้างโอกาสที่ดีให้กับนักลงทุนได้ในจังหวะที่ตลาดปรับตัวลดลงมา

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า ทรีนีตี้มองว่าในวิกฤตมีโอกาสสำหรับการลงทุนเสมอ ดังนั้นจะเปิดขายกองทุนส่วนบุคคล ทรีนีตี้เอเชียน ไพรเวทฟันด์ (TRINITY ASIAN Private Fund) ให้นักลงทุนจองซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 พฤษภาคม 2563 กองทุนนี้จะมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นจีนเป็นหลัก เพราะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ สำหรับกองทุนส่วนบุคคล ทรีนีตี้ เอเชียน ไพรเวทฟันด์ บริหารงาน โดย AZIM Singapore เป็นกองทุนปิดที่มีนโยบายลงทุนหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้น ญี่ปุ่น (Asia ex-Japan) มีการบริหารกองทุนแบบ Active Fund ที่เลือกลงทุนหุ้นที่มีคุณภาพ มีการเติบโตและมีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้จัดการกองทุนจะปรับเปลี่ยนหุ้นในพอร์ตไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกลยุทธ์การบริหารกองทุนในลักษณะนี้ทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุน TRINITY Asian Private Fund (ex-Japan) มีผลตอบแทนสูงกว่า Benchmark (MSCI ex-Japan) มาโดยตลอด วันที่ 17 เมษายน 2563 ผลตอบแทน (ที่ยังไม่ได้หักค่าบริหารจัดการ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ) เท่ากับ +11.65% ในขณะที่ MSCI (ex-Japan) -9.58% (กราฟเส้น)

ทั้งนี้ นักลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 พฤษภาคม 2563 ซึ่งกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้น 2 ล้านบาท มีระยะเวลาลงทุนประมาณ 1 ปี กองทุนนี้ไม่มีนโยบายจ่ายปันผลโดยจะนำเงินปันผลไปลงทุนต่อเพื่อสร้างผลตอบแทนรวมทั้งได้มีการป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วนด้วย ซึ่งการป้องกันความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้นายด่านทีมชาติไทย ‘กรพัฒน์’ เผยเคล็ดลับช่วงซ้อมอยู่บ้าน
บทความถัดไปลีกเอิง-ลีกเดอซ์ ไม่แข่งต่อแล้ว! รอชี้ชะตาจะโมฆะหรือตัดจบพฤหัสนี้!