นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สอบถามปัญหาและความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการนมโคและผลิตภัณฑ์ เพื่อเร่งหามาตรการช่วยเหลือในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาทิ การเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์ การจับคู่ธุรกิจ และการหาตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้รับรายงานว่า สินค้านมโคและผลิตภัณฑ์นมโคแปรรูปของไทยยังคงเป็นที่ต้องการของประเทศในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และกระบวนการผลิตของไทย
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้จัดประชุมผ่านระบบทางไกล (VDO Conference) หารือกับเกษตรกรและผู้ประกอบการโคนมแปรรูปที่เข้าร่วมโครงการ “จัดทัพโคนมไทย บุกตลาดต่างประเทศด้วย FTA” รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากกรมปศุสัตว์ และเครือข่ายสหกรณ์โคนมแล้ว เพื่อประเมินผลกระทบของสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมโคจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 และแนะช่องทางการตลาดให้เหมาะสมกับความต้องการภายในประเทศ
“ เบื้องต้นพบว่ายอดจำหน่ายสินค้านมในประเทศลดลง เนื่องจากผู้บริโภคลดการจับจ่ายใช้สอย ขณะส่งออกไปจีนชะลอตัว แต่ประเทศติดชายแดน อาทิ กัมพูชา และเมียนมา ยังมีความต้องการและส่งออกได้ “
นางอรมน กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่าเกษตรกรและผู้ประกอบการนมโคและผลิตภัณฑ์ควรให้ความสําคัญกับการวิจัยพัฒนานวัตกรรมของสินค้านมและผลิตภัณฑ์ เช่น การยืดอายุนมและผลิตภัณฑ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคและผู้จัดจำหน่าย รวมถึงอาจนำน้ำนมดิบไปผลิตเป็นสินค้าอื่นควบคู่กับการผลิตเป็นนมพาสเจอไรส์ นม UHT หรือนมแปรรูปในรูปแบบทั่วไป อาทิ การแปรรูปน้ำนมดิบเป็นชีส เคิร์ด (Curd) หรือเนย ซึ่งสามารถนำไปประกอบอาหารทดแทนโปรตีนได้
ทั้งนี้ กรมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ รวมถึงการเพิ่มความต้องการบริโภคผ่านโครงการ รณรงค์ดื่มนมทุกวัน เป็นต้น
อาเซียน ถือเป็นตลาดส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมโคที่สำคัญของไทย มีสัดส่วนการส่งออกถึงร้อยละ 86 ของการส่งออกนมทั้งหมด โดยช่วง 3 เดือนแรกปี 2563 พบว่า การส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมโคไปตลาดอาเซียนยังสามารถขยายตัวได้ดี ตลาดที่ขยายตัวมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กัมพูชา ขยายตัวร้อยละ 22 มูลค่าส่งออก 45.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เมียนมา ขยายตัวร้อยละ 19 มูลค่าส่งออก 19.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ ขยายตัวร้อยละ 15 มูลค่าส่งออก 17.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สปป.ลาว ขยายตัวร้อยละ 12 มูลค่าส่งออก 15.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และสิงคโปร์ ขยายตัวร้อยละ 13.5 มูลค่าส่งออก 13.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ จากการที่ไทยเอฟทีเอทั้ง 13 ฉบับ ทำให้ปัจจุบันสินค้านมและผลิตภัณฑ์ของไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ใน 14 ประเทศคู่เอฟทีเอ ได้แก่ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และฮ่องกง มีเพียง 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และเปรู ที่ยังคงเก็บภาษีนำเข้าสินค้านมและผลิตภัณฑ์บางรายการ ดังนั้น เกษตรกรและผู้ประกอบการจึงควรใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพิ่มแต้มต่อเพื่อแข่งขันในตลาดดังกล่าว
ผู้สี่อข่าวรายงานว่า วันที่ 30 เมษายน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดการประชุมหารือปรับกลยุทธ์การค้ารองรับวิกฤตโควิด-19 ผ่านออนไลน์และเปิดแคมเปญ Thai Fruits Golden Months : ไทยช่วยไทย ชาวสวนอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด เป็นการรณรงค์เพิ่มการบริโภค ทดแทนช่วงการส่งออกได้ยากจากปัญหาโควิด-19 ระบาด

