กรมอนามัย ถก 20 องค์กรเครือข่ายแรงงาน ร่วมสกัดจุดเสี่ยง “โควิด-19”

กรมอนามัย ถก 20 องค์กรเครือข่ายแรงงาน ร่วมสกัดจุดเสี่ยง “โควิด-19”

เครือข่ายแรงงาน- เมื่อวันที่ 30 เมษายน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมปรึกษาหารือแนวทางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ร่วมกับภาคีเครือข่ายแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ที่กระทรวงสาธารณสุข ว่า ประเทศไทยมีกลุ่มแรงงานที่ทำงานในสถานที่ก่อสร้างและ  สถานประกอบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก โดยพบว่า แรงงานกลุ่มนี้จะมีการอาศัยอยู่ร่วมกันทำให้เป็นสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคได้ง่ายและรวดเร็ว กรมอนามัยจึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการหรือนายจ้างที่ดูแลแรงงานเหล่านี้ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

“โดยจัดให้มีการทำความสะอาดห้องพัก และบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง หรือพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันในที่พักคนงานก่อสร้าง และให้มีการเปิดประตู หน้าต่างเพื่อระบายอากาศเป็นประจำทุกวัน ดูแลให้มีการทำความสะอาด ห้องน้ำ ห้องส้วม และอาจใช้น้ำยาฆ่าเชื้อในจุดที่มีการสัมผัสร่วมกัน เช่น ลูกบิดประตู ราวจับ และสวิตซ์ไฟอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งดูแลไม่ให้มีน้ำเสียหรือน้ำที่ใช้แล้วเฉอะแฉะพื้นที่โดยรอบที่พัก” พญ.พรรณพิมล กล่าว

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สำหรับในกรณีที่มีการปรุงประกอบอาหารในที่พัก ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งก่อนหยิบหรือจับอาหาร ปกปิดอาหารให้สะอาดเสมอ ใช้ถุงมือและปากคีบหยิบจับอาหาร และใช้ช้อนกลางส่วนตัว เมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ทำความสะอาดบริเวณจุดเสี่ยงบ่อยๆ เช่น ห้องครัว โต๊ะอาหาร รวมถึงล้างภาชนะ อุปกรณ์หรือสิ่งของเครื่องใช้ให้สะอาดเป็นประจำ และให้รวบรวมขยะทั่วไปใส่ถุงขยะ มัดปากถุงให้แน่น และนำไปทิ้งในจุดรวบรวมขยะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกต้องต่อไป

ด้านนายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวถึงมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ว่า ต้องทำให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงการรับบริการทางสุขภาพทั้งทางด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงในการทำงาน การเข้าถึงการช่วยเหลือตามกฎหมายและตามนโยบายของภาครัฐ เพราะการ   ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จะนำไปสู่การขาดความมั่นคงทางสุขภาพตามมา ซึ่งปัจจุบันกลุ่มแรงงานข้ามชาติจะมีกลไกการทำงานร่วมกันของ สธ. ภาคประชาสังคม และตัวแรงงานข้ามชาติในการสร้างระบบอาสาสมัครด้านสาธารณสุขในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ (อสต.) อยู่แล้ว มีล่ามหรือพนักงานสาธารณสุขต่างด้าวในหลายๆ สถานพยาบาล ในการเป็นกลไกสำคัญในการเข้าระวัง และส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพในภาษาของแรงงานโดยตรง เช่น มีการจัดระเบียบหอพักใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ เป็นต้น

“ตอนนี้ปัญหาที่สำคัญของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ คือ ในกลุ่มที่ถูกกักในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดังที่พบกรณีการติดเชื้อที่ อ.สะเดา จ.สงขลา 42 คน ซึ่งเป็นการพบในพื้นที่ห้องกักเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ปัญหาสำคัญในส่วนนี้คือ ห้องกักไม่ได้มีพื้นที่ที่กว้างขวางมากพอสำหรับคนจำนวนมากในการเว้นระยะห่าง     ทางกายภาพ รวมทั้ง มาตรการทางด้านสุขภาพในห้องกักอาจจะมีความแตกต่างและขาดมาตรการในการดูแลและป้องกันโรคเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ จะมีแนวทางการป้องกันได้อย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงในพื้นที่” นายอดิศร กล่าว

ด้าน นางสุจิน รุ่งสว่าง ประธานสมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในกลุ่มเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ตอนนี้จะเน้นไปที่เรื่องการลงพื้นที่ชุมชนในกรุงเทพมหานครเป็นหลัก นำข้าวสาร ไข่ไก่ อาหารแห้ง และอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่มีผู้บริจาคมา กระจายไปยังชุมชนต่างๆ ระหว่างที่เข้าไปในชุมชนก็จะมีการให้ความรู้เรื่องโรคโควิด-19 ที่แรงงานนอกระบบแต่ละคนสามารถป้องกันดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน การจัดบ้านเรือนใหม่ให้แออัดน้อยลง มีทางศูนย์สาธารณสุขจากเขตต่างๆมาลงพื้นที่ชุมชนเพื่อดูแลกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงร่วมด้วย ตามที่ทางเครือข่ายประสานงานไป

“สำหรับในส่วนของศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ กรุงเทพมหานครเอง แม้จะขาดรายได้จากการที่ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้ แต่ก็มีคนมาจ้างทำผ้าปิดจมูก ซึ่งทางศูนย์จะมีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายพบใครมีไข้สูงเกิน 37.5 องศาสเซลเซียสขึ้นไป จะสอบถามอาการเพิ่มเติม เช่น มีไข้มากี่วัน มีอาการปวดเมื่อยและเจ็บคอหรือไม่ ถ้ามีอาการแบบนี้ก็ประสานทางกรมควบคุมโรค เพื่อเข้ามาสอบถามข้อมูลต่อและประเมินอาการ ถ้าเข้าข่ายจะให้ไปตรวจหรือจัดรถมารับไปรักษาตามขั้นตอนต่อไป เห็นว่าต่อจากนี้ไปกรมอนามัยจะต้องเข้ามาช่วยจัดระบบการป้องกันโรค เช่น จัดพื้นที่ค้าขายให้แก่หาบเร่แผงลอยโดยมีระยะห่างทางสังคม” นางสุจิน กล่าว

ทางด้าน นางศิริพรวดี กอผจญทรัพย์ ผู้จัดการบริษัท ไอซิน ทาคาโอก้า ฟาวน์ดริ บางปะกง นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้มีการวางมาตรการป้องกัน และลดความเสี่ยงการติดเชื้อโดยเน้นไปที่การจัดสภาพแวดล้อมในโรงงานใหม่ทั้งหมด ทั้งการตรวจวัดไข้พนักงานและผู้รับเหมาทุกคนก่อนเข้าโรงงาน มีการจัดเจลแอลกอฮอล์ไว้ตามจุดต่าง ๆ เช่น ประตูเข้าโรงงาน safety gate หน้าห้องออฟฟิศ และห้องประชุม มีการทำที่เปิดประตูโดยเท้าเพื่อลดใช้มือที่จุดสัมผัสร่วม รณรงค์ให้สวม  หน้ากากผ้าตลอดเวลาเมื่ออยู่ในโรงงาน มีการจัด Social Distancing ระยะห่าง ที่นั่งสลับ 1 เว้น 1 ที่ ตั้งแต่ในโรงอาหาร ห้องประชุม รถรับส่งพนักงาน และมีพยาบาลมาให้ความรู้พนักงานอย่างต่อเนื่อง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โศกนาฏกรรมโควิด สังเวยชีวิต สังเวยเศรษฐกิจ
บทความถัดไปกรมพระศรีสวางควัฒน ทรงห่วงบุคลากรทางการแพทย์สู้โควิด มีพระดำริจัดตั้งโครงการช่วยเหลือรพ.ทั่วประเทศ