โรคระบาดดันธุรกิจถุงมือยางโตแรง ‘ศรีตรังโกลฟส์’ เร่งเครื่องขายหุ้นระดมทุน ย้ำท็อป 3 ของโลก

โรคระบาดดันธุรกิจถุงมือยางโตแรง ‘ศรีตรังโกลฟส์’ เร่งเครื่องขายหุ้นระดมทุน ย้ำท็อป 3 ของโลก

นางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางไนไตรล์รายใหญ่ของโลก เปิดเผยว่า บริษัทฯได้วางแผนขยายกำลังการผลิตถุงมือยางอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการใช้สินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายในการรักษาการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายถุงมือยางรายใหญ่ 1 ใน 3 ของโลก ซึ่งจะเน้นเพิ่มกำลังการผลิตถุงมือยางธรรมชาติและรักษาสัดส่วนผลิตถุงมือยางไนไตรล์ที่ใช้น้ำยางสังเคราะห์เป็นวัตถุดิบอย่างเหมาะสม รวมถึงนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ภายในโรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ และคนทั่วไป ที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รักษาความสะอาดเบื้องต้นในการใช้ชีงิตมากขึ้น จึงทำให้ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตได้ดีต่อเนื่อง โดยภาพรวมอุตสาหกรรมถุงมือยางทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาเติบโตมาตลอด โดยสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางแห่งมาเลเซีย (MARGMA) ประเมินความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกในปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านชิ้น เติบโตเฉลี่ย 12.2% ต่อปี นับจากปี 2559 ที่มีความต้องการใช้ 212,000 ล้านชิ้น ซึ่งมาจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยของคนทั่วโลก นอกจากนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้นทั่วโลก เนื่องจากเป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่สำคัญในการตรวจคัดกรอง วินิจฉัย ห้องแล็บและตรวจรักษาโรค

นางสาวจริญญากล่าวว่า บริษัทฯมีกำลังการผลิตติดตั้ง วันที่ 31 ธันวาคม 2562 รวมทั้งสิ้น 27,153 ล้านชิ้นต่อปี จากโรงงาน 3 แห่ง ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานีและตรัง และในระยะยาววางแผนขยายกำลังการผลิตเป็น 2 ระยะ โดยเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งเป็นประมาณ 50,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในปี 2568 และก้าวสู่ 100,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในปี 2575 นอกจากนี้ได้นำระบบการผลิตสินค้าแบบอัตโมนัติ มาใช้ภายในโรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาทิ การเตรียมและผสมวัตถุดิบแบบอัตโนมัติ, ระบบตรวจจับของเสียด้วยเซ็นเซอร์, ระบบเครื่องถอดถุงมืออัตโนมัติโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดทุกสัมผัสมีความหมายต่อชีวิต โดยมีแนวคิดในการส่งมอบการปกป้องทุกสัมผัสด้วยความห่วงใย สู่ทุกชีวิตทั่วโลก ซึ่งสามารถแบ่งธุรกิจเป็น 2 กลุ่มคือ 1.ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติ ได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง และถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง และ2. ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางไนไตรล์ ที่ผลิตจากน้ำยางสังเคราะห์ โดยจำหน่ายในไทยและส่งออกกว่า 95 ประเทศทั่วโลกในปี 2562 ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ และบริษัทย่อย รวมถึงกลุ่ม บมจ. ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี หรือ เอสทีเอ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทฯรวมถึงการรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ให้กับลูกค้าด้วย

บริษัทฯ ได้วางแผนขยายตลาดใหม่ๆ ในกลุ่มประเทศที่มีโอกาสเติบโตสูง อาทิ ทวีปเอเชียตะวันออก เอเชียใต้แอฟริกา อเมริกาใต้ เพราะมีความต้องการใช้ถุงมือยางมากขึ้น เนื่องจากเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาระบบสาธารณสุขและสุขอนามัย โดยบริษัทฯจะใช้จุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งของโรงงานในประเทศไทย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์การเพาะปลูกยางพารา และโรงงานผลิตน้ำยางข้นของกลุ่มเอสทีเอ ที่เป็นวัตถุดิบหลักเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตและซัพพลายเชน โดยจากการเข้ามาของโควิด-19 ดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ผู้บริโภคเห็นความสำคัญในการใช้ถุงมือป้องกันเชื้อโรคและเชื้อไวรัสต่างๆ ธุรกิจจึงมีโอกาสเติบโตได้สูงในอนาคตนางสาวจริญญากล่าว

นางสาวธนวรรณ เสงี่ยมศักดิ์ ผู้อำนวยการสายงานบัญชีและการเงิน บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในช่วงปี 2562 บริษัทได้รับผลกระทบจากอัตราค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่กล่งปี จนถึงปลายปี ทำให้การรับรู้รายได้ในส่วนของค่าเงินบาท หดตัวลง แม้ว่ายอดขายจำนวนชิ้นจะมีการเติบโตในระดับที่ดีมาก รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่ายังส่งผลกระทบต่อการตั้งราคาขายสินค้า ที่ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่ผลิตสินค้าคลายกัน อาทิ ประเทศมาเลเซียที่ค่าเงินอ่อนค่าลง สวนทางกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่ปีนี้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงบ้างแล้ง ผลกระทบจึงมีจำกัดมากขึ้น โดยภาพรวมการดำเนินงานปี 2562 บริษัทฯ มีรายได้รวม 12,224.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.3% และมีกำไรสุทธิ 613.91 ล้านบาท เนื่องจากมีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นจากการขยายตลาดใหม่ๆ อาทิ ประเทศอินเดียแอฟริกาใต้ ประเทศในแถบละตินอเมริกา และการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส1/2563 มีรายได้รวม 3,873.28 ล้านบาท เติบโต 28.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 421.89 ล้านบาทเติบโต 184.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายวราห์ สุจริตกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า หลังจากบมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (...) ล่าสุดได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อย โดยปัจจุบัน บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) มีทุนจดทะเบียน 1,434,780,000 บาท คิดเป็นจำนวน1,434,780,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนที่ชำระแล้ว 990,000,000 บาท และจะเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 444,780,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 31% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ โดยบริษัทฯจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นไอพีโอไปใช้ขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ติดตั้งระบบใหม่ และการชำระเงินกู้ให้กับสถาบันการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งคาดว่าจะนำ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในไตรมาส 3 นี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ซีพีสนับสนุนวิจัยป้องกันโควิด-19 คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
บทความถัดไปอเมริกา ไม่น้อยหน้าไทย พบผู้ป่วย โควิด-19 เป็นช่าง “บาร์เบอร์” รัฐมิสซูรี