“ร้านสะดวกแบ่งปัน” สะพานบุญ “หนึ่ง สุริยน” เมื่อแบ่งเท่ากัน ทุกคนจะมีอย่างเท่าเทียม

“ร้านสะดวกแบ่งปัน” สะพานบุญ “หนึ่ง สุริยน” เมื่อแบ่งเท่ากัน ทุกคนจะมีอย่างเท่าเทียม

ไม่ว่าจะหยิบจับอะไร ก็เรียกว่า “เดอะหนึ่ง” สุริยน ศรีอรทัยกุล แห่งบิวตี้ เจมส์ ก็สร้างความฮือฮาให้กับวงการอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นโชว์เพชรอลังการ ที่สร้างทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ อยู่ทุกครั้งๆ ซึ่งนอกจากจะคอยผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณีให้เติบโตแล้ว สุริยน ยังคอยช่วยเหลือสังคมอยู่ไม่ขาด โดยเฉพาะกับเรื่องของเด็กๆ

เช่นเดียวกับ “ร้านสะดวกแบ่งปัน” ที่สุริยนลุกขึ้นมาเปิดพื้นที่ 100 กว่าตารางเมตร ในพาร์ค เลน เอกมัย ให้ประชาชนที่เดือดร้อนจากโควิด-19 มารับของได้คนละ 5 ชิ้น ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 11.00-17.00 น. โดยเพียงแค่วันแรก ก็มีคนไปร่วมต่อคิวหลายพันคน ทำเอาเจ้าของพื้นที่ที่ลงไปดูแลอำนวยความสะดวกด้วยตัวเอง ปลื้มใจ

จุดเริ่มต้นของ “ร้านสะดวกแบ่งปัน” สุริยนเผยว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากสื่อต่างๆ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้เดือดร้อนจากโควิด-19 มาเสนอให้ได้เห็น ซึ่งปกติหากมีใครเดือดร้อน ก็พร้อมจะช่วยเสมอ แต่ในช่วง 40 วันแรกของการระบาด เรายังมีพนักงานอีก 4,000 กว่าคนในเครือที่ต้องดูแล ทำให้ต้องดูแลคนข้างในก่อน เพราะทุกคนก็ได้รับผลกระทบหมด นานวันเข้า เห็นคนไม่มีอาหารทาน เด็กไม่มีนมกิน เห็นคนคิดสั้น ก็ทำให้เราซึมเศร้าไปด้วย

“ประกอบกับ ร้านอาหารเวียดนามที่เปิดมานานนับ 8 ปี ในคอมมูนิตี้ มอลล์ ขอปิดตัวลงเพราะไม่มีรายได้ ก็คิดว่าต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส แบ่งพื้นที่ตรงนี้ มาเป็นร้านสะดวกแบ่งปัน ใครที่อยากจะส่งมอบของก็มาเติมได้ วันเสาร์-พฤหัสบดี และเปิดให้มารับของวันศุกร์ เพราะหากเปิดทุกวันเท่าไหร่ก็คงไม่พอ ซึ่งย่านเอกมัยก็มีชุมชนหลายพันครอบครัว ปรึกษาทางเขตแล้วเขาก็ว่าดี เพราะยังไม่มีใครทำ จึงเปิดเป็นร้านนี้”

สุริยนเผยว่า ตอนที่ตั้งใจจะเปิดร้าน เราก็คิดว่าหากมีคนนำของมาให้ก็ดี หากไม่มีก็จะซื้อของมาเติมเอง พอใกล้เปิดของยังไม่มี น้องภูมิ ลูกชายก็ชวนไปห้าง ซื้อสินค้าเข้ามา นำเสื้อผ้าของน้องภูมิมาให้ที่ร้านด้วย พอมีสื่อช่วยลงข่าว กลายเป็นว่าคนโทรเข้ามา 17 คน วันรุ่งขึ้น มีคนเอาของมาให้ ทั้งลูกฟุตบอล ไม้แบดมินตัน แจกัน ที่ปิ้งบาร์บีคิว รองเท้า หนังสือ สมุด มีคนเป็นร้อยคนที่มาร่วมบริจาคของกันเป็นคันรถ มีของสต๊อกไว้เยอะมาก ซึ่งเราก็บอกกับทุกคนว่า “ร้านนี้ไม่ใช่ของหนึ่งนะ ร้านนี้เป็นของทุกคน” ให้พื้นที่นี้ได้แบ่งทุกข์ แบ่งสุข กับทุกคน ต้องขอบคุณทุกคนมากจริงๆ

และมิใช่เพียงแค่สายธารน้ำใจผู้ให้เท่านั้น แต่หัวใจของ “ผู้รับ” ก็สร้างความประทับใจให้กับเขาไม่น้อย

“วันแรกที่เปิด ก็มีคนมาเข้าคิวหลายพันคน ทุกคนเป็นระเบียบเรียบร้อย ปฏิบัติตามกฎของเรา พี่แท็กซี่คนหนึ่งเข้ามาในร้านแล้วบอกว่าหิวน้ำ ขอนมไปหนึ่งกล่องแกะกิน เราก็บอกเขาว่าพี่ช่วยรับไปให้ครบ 5 ชิ้น เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร เขาอยากให้คนที่เดือดร้อนจริงๆ ได้ใช้ นี่ทำให้เราเห็นน้ำใจของผู้รับมากๆ เด็กบางคนอุ้มลูกบอลขึ้นมาแล้วก็วาง ไม่คิดว่าเราจะให้เขาจริงๆ เด็กอีกคนก็มาเอาสมุดไปใช้ คนหนึ่งมาเอาผ้าห่มนวม ห่มออกไปจากร้าน หรือแม้แต่แม่บ้านที่ห้างของเรา เราก็บอกว่าไปหยิบได้นะ แต่เขาบอกไม่เป็นไร เขายังอยู่ได้ อยากซื้อของมาช่วยเติมในร้านมากกว่า ทุกคนทำให้เราประทับใจ เห็นแล้วตื้นตันใจ เป็นความรู้สึกที่มันสุด เห็นแล้วรู้สึกว่าเมืองไทยน่าอยู่”

และเมื่อได้ให้แล้ว ไม่ว่าผู้รับจะนำสิ่งเหล่านั้นไปทำอะไร สุริยนก็ไม่คิดมาก

“ผมคิดว่าหากเราแบ่งกันพอดี ทุกคนก็จะมีเท่าเทียมกัน”

“ผมมองว่า น้ำใจในวันนี้จะทำให้สังคมน่าอยู่ หลายคนมองว่ากลัวจะเอาไปขาย แต่เราไม่คิดเช่นนั้น ของ 5 ชิ้น หากเขานำไปขายก็โอเค เรามองข้ามไปเลย และเราก็ไม่กลัววน เรามีกติกาให้ลงชื่อก่อนอยู่แล้ว เราเอาเวลาไปโฟกัสกับการช่วยคนอีก 800-900 ที่ได้ประโยชน์จากตรงนี้ดีกว่า เขามาหยิบข้าวสาร 1 ถุง ไข่ 1 แพค อยู่ได้หนึ่งสัปดาห์ อาทิตย์หน้ามาเอาใหม่ เราก็ดีใจแล้ว ครอบครัวหนึ่งจะมา 25 คนก็มาได้ เพราะว่า 1 คน ก็คือ 1 ชีวิต ผมเชื่อว่าคนเดือดร้อนมีอีกมาก ไม่มีใครอยากบอกว่าตัวเองเดือดร้อน หรือไม่มีจะกินมื้อหน้าแล้วหรอก หากเราเป็นสะพานบุญได้ เราก็ยินดี”

ถึงอย่างนั้น สุริยนบอกว่า “โควิด” ก็ทำให้พบกับวิกฤตที่เรียกว่าหนักที่สุด และได้รับผลกระทบไม่ต่างกับคนอื่นๆ

“เมื่อโควิดเข้ามา เรียกว่าได้รับผลกระทบไม่น้อย ธุรกิจในเครืออย่างสนามกอล์ฟต้องปิดไปกว่า 2 เดือน โชคดีที่พอเปิดมาได้ ลูกค้าก็กลับเข้ามา เพราะคนต้องออกกำลังกาย ส่วนคอมมูนิตี้ มอลล์ ก็เรียกว่าหนัก สงสารคนเช่า เราลดราคาค่าเช่าให้ คิดค่าเช่า 25% สำหรับร้านที่เปิดไม่ได้ และ 40% สำหรับร้านที่เปิดได้ แต่ร้านก็เปิดไม่ได้กว่าครึ่ง เพราะส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนสอนภาษา และเสริมความงาม ซึ่งสถาบันความงามหากทำหน้าไม่ได้ หรือร้านทำผมทำสีไม่ได้ มันก็ไปได้ยาก ขณะที่ บิวตี้ เจมส์เอง 2 เดือนที่แล้วกระทบพอสมควร เมื่อบินไม่ได้ก็ส่งออกไม่ได้ ธุรกิจต่างๆ ต้องนำเอารายได้ที่เคยมี มาพยุงกันไปก่อน เรียกว่ากระทบกันไปทั้งโลก เพิ่งจะมียอดสั่งซื้อกลับเข้ามา หลังจากที่หลายประเทศคลายล็อกดาวน์”

“เท่าที่ได้คุยกับผู้ประกอบการหลายคน ทุกคนล้วนแต่ได้รับผลกระทบทั้งนั้น ยิ่งกับธุรกิจโรงแรม เราได้ฟังมาเป็นสิบๆ เรื่อง เรียกว่าจะหมดตัว จากมีรายรับ 70-80 ล้าน มีเงินที่กู้ธนาคาร พอโควิดเข้ามา เขาไม่มีรายได้เลย แต่มีรายจ่ายเดือนละ 5 ล้าน ก็ต้องสู้กันต่อไป ธุรกิจทุกประเภทได้รับผลกระทบ ทั้งคอนโด เพชรพลอย เครื่องสำอาง เสื้อผ้า นวด สปา ผับ บาร์ หรือโรงพยาบาลก็หนัก คนต่างชาติไม่เข้ามารักษา ผู้ประกอบการหลายคนไม่ได้ออกมาพูดอะไร เพราะเรารักประเทศไทย เราอยากให้ประเทศรอด ทุกคนเข้าใจว่านี่คือโรคระบาด มันสุดวิสัย”

“ทุกวันนี้ สถิติคนติดเชื้อยังมีนับแสนคน เรารู้ว่าต้องเอาชีวิตของคนให้รอดก่อน คนต้องไม่ตาย แต่หลังจากนี้ เมื่อคลายวิกฤตโรคระบาด หน้ากากไม่ขาด อาหารมีกิน ที่เหลืออยู่ก็คือวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ทุกคนก็ต้องมาช่วยกันฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมา ผมอยากขอให้คนที่มีเงินเย็น ที่ใช้เท่าไหร่ก็คงไม่หมด ช่วยกรุณานำเงินมาใช้ ไม่ว่าจะจับจ่ายใช้สอยสิ่งใด เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของเรามันหมุนเวียนไปได้ อย่านิ่งเฉย เราต้องฝ่าฟันไปด้วยกัน” สุริยนเผย

ก่อนจะทิ้งท้าย สไตล์เดอะหนึ่ง ว่า “เรารู้ว่า วิกฤตครั้งนี้ ยากจริงๆ โหดจริงๆ แต่การหยิบยื่นน้ำใจให้กัน จะทำให้คนรักในสังคมที่เขาอยู่ ปรับให้เกิดเป็นสิ่งสวยงาม นี่คือสิ่งที่ขับเคลื่อนสังคมส่วนหนึ่งไปได้”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“ไทยพบโควิด-19” ป่วยเพียง 1 ราย อยู่ในสถานกักโรคฯ
บทความถัดไปม.มหาสารคาม ประกาศ ให้บุคลากรมาทำงานตามปกติ 1 มิ.ย.นี้