จับแล้วแฮกเกอร์ขโมยเงินบัญชีนักธุรกิจหนุ่ม ชื่อคุ้น มีคดีติดตัวอื้อ สร้างสตอรี่ให้รางวัลมือถือแล้วดูดข้อมูล

จับแล้วแฮกเกอร์ขโมยเงินในบัญชีนักธุรกิจหนุ่ม 4 แสน สร้างเรื่องให้มือถือเป็นรางวัลแล้วหลอกเอา OTP ดูดข้อมูลส่วนตัวเหยื่อ เห็นชื่อร้องอ๋อ จบคอมฯจากเยอรมัน มีคดีฉ้อโกงติดตัวเกือบ 10 รวมทั้งตุ๋นขายหน้ากากอนามัย

 

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พล.ต.ต.สำเริง สวนทอง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 แถลงว่า พ.ต.อ.ภูริส จินตรานันท์ ผกก.สน.ห้วยขวาง จับกุมนายอานนท์วัฒน์ วรเมธชยางกูร อายุ 34 ปี แก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนตัวของประชาชน โดยการหลอกมอบรางวัลเป็นโทรศัพท์มือถือ แต่ให้ผู้เสียหายเอาซิมใส่อ้างว่า เพื่อยืนยันการรับรางวัล จากนั้นแอบรับ SMS OTP ก่อนนำไปโอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก มูลค่ารวมหลายแสนบาท ได้ที่บริเวณหน้าเรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการ หมู่ 5 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ “Kasidit Kwang Visetthanakorn” หรือ นายกษิดิศ วิเศษธนากร อายุ 31 ปี นักธุรกิจหนุ่ม โพสต์เตือนภัยมิจฉาชีพแฮกข้อมูลในลักษณะสร้างเรื่องว่านายกษิดิศ เป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลเป็นโทรศัพท์มือถือจากการเข้าพักโรงแรมหรู ก่อนว่าจ้างให้บุคคลอื่นนำโทรศัพท์มือถือไปให้นายกษิดิศถึงที่บ้าน จากนั้นแฮกข้อมูลส่วนตัวแล้วถอนเงินออกจากบัญชีนายกษิดิศ รวมมูลค่าความเสียหาย 395,000 บาทนั้น ต่อมา พ.ต.อ.ภูริส สืบสวนทราบว่านายอานนท์วัฒน์ กับพวกร่วมกันก่อเหตุจึงนำกำลังจับกุม

นายกษิดิศกล่าวว่า เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ตนพร้อมครอบครัวไปเข้าพักที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง จากนั้นมีโทรศัพท์โทรเข้ามาหา แต่ตนไม่ได้รับ จากนั้นก็มีสายโทรศัพท์โทรเข้าเครื่องมารดาของตนพร้อมขอสายตน โดยแจ้งว่าเป็นผู้โชคดีจากสุ่มจับรางวัลผู้เข้าพักในโรงแรม โดยได้รางวัลเป็นโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง พร้อมแพคเกจที่พัก 3 วัน 2 คืน จากนั้นให้คนนำมามอบให้ที่บ้าน แต่มีการแจ้งว่าต้องใช้ซิมโทรศัพท์มือถือของตัวเองเปลี่ยนใส่เข้าเครื่องที่ได้รับรางวัลเป็นเวลา 2 ชั่วโมง เพื่อยืนยันสิทธิ จากนั้นไม่นานเงินในบัญชีส่วนตัวและเงินในบัญชีนิติบุคคลหายไปจากบัญชีเกือบ 4 แสนบาท จึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง

ด้านนายนิวัตร เหลืองศิริเชียร อดีตผู้ประกาศข่าว กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนทำงานด้านสื่อมวลชน แต่จากสถานการณ์โควิดทำให้ต้องหารายได้เพิ่ม จึงรับงานฟรีแลนซ์ผ่านเว็บอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยถูกว่าจ้างให้นำโทรศัพท์ไปมอบให้กับผู้โชคดี จำนวน 3 ราย โดยว่าจ้าง 5,000 บาท พร้อมจ่ายเงินล่วงหน้า 50% เป็นเงิน 2,500 บาท และอีก 2,500 บาท จะจ่ายหน้างาน แต่ปรากฏว่าหลังจากนำโทรศัพท์ไปให้ผู้เสียหายแล้วกลับไม่ได้เงินส่วนที่เหลือ จึงยุติไม่ไปส่งโทรศัพท์อีก 2 ราย หลังจากนั้นพยายามติดต่อขอเงินค่าจ้างที่ตกลงกันไว้ แต่ก็ไม่ได้รับเงินจึงยุติการรับงานกับเคสนี้โดยสิ้นเชิง ต่อมาจึงทราบว่าผู้เสียหายที่ตนนำโทรศัพท์ไปให้นั้นถูกขโมยเงินจากบัญชีไป และมีภาพของตนตอนส่งมอบโทรศัพท์ไปเกี่ยวข้องด้วย จึงเข้าแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยรู้จักนายอานนท์วัฒน์ ไม่เคยเห็นหน้าและติดต่องานกันมาก่อน และไม่มีส่วนรู้เห็นกับการหลอกลวงในครั้งนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็รับงานฟรีแลนซ์มาตลอดแต่ไม่เคยมีปัญหา ถือเป็นกรณีแรกที่ถูกหลอกให้ทำงาน จึงต้องยุติบทบาทการเป็นผู้ประกาศ และหยุดรับงานฟรีแลนซ์ การหลอกลวงลักษณะนี้ไม่เคยพบและเกิดขึ้นมาก่อน ยอมรับว่าในชีวิตไม่เคยคิดทำงานสกปรก อยู่ในทางสีเทา ยืนยันความบริสุทธิ์โดยได้ให้ข้อมูลทุกอย่างกับตำรวจด้วยดีมาตลอด

พ.ต.อ.ภูริสกล่าวว่า สอบสวนนายอานนท์วัฒน์ ให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุดังกล่าวจริง เนื่องจากก่อนหน้านี้ถูกจับกุมคดีฉ้อโกงหลายคดี จึงต้องการหาเงินไปใช้คืนผู้เสียหายเพื่อขอเจรจายอมความ นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่า นายอานนท์วัฒน์เป็นคนเรียนเก่ง ชอบศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และครอบครัวเคยส่งไปศึกษาวิชาคอมพิวเตอร์ที่ประเทศเยอรมัน 3 ปี จนมีความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์ พอกลับมาประเทศไทยได้เข้าทำงานบริษัทเอกชนได้รับเงินเดือนสูง จึงใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย แต่เมื่อลาออกจากงาน ทำให้ไม่มีเงินใช้ จึงใช้ความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์มากระทำความผิด

พ.ต.อ.ภูริสกล่าวว่า ตรวจสอบประวัติพบนายอานนท์วัฒน์ มีคดีติดตัวอยู่ 9 คดี ส่วนใหญ่เป็นคดีฉ้อโกง เกี่ยวกับหลอกหลวงขายหน้ากากอนามัย นอกจากนี้ ยังออกหมายจับผู้ต้องหาอีก 1 รายเป็นผู้ร่วมขบวนการ อยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี ส่วนกรณีคนร้ายรู้ประวัติของผู้เสียหายและครอบครัว เชื่อว่าคนร้ายได้ข้อมูลจากคนใกล้ชิดของผู้เสียหาย คาดว่าน่าจะเป็นคนที่เคยทำงานในบริษัทของผู้เสียหาย พร้อมเตือนว่าหากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้น หากโทรศัพท์มือถือไม่ใช่ของตัวเอง ขอให้มีการล้างข้อมูลในเครื่องก่อนใช้งาน เนื่องจากอาจมีฝังโปรแกรมดูดข้อมูล เพื่อสร้างความเสียหายไว้

สำหรับประชาชนที่เคยถูกหลอกลวงในลักษณะนี้สามารถเข้าไปชี้ตัวผู้ต้องหาได้ที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง และขอให้ประชาชนระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่บุคคล หรือเว็บไซต์ที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งคนร้ายอาจจะนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้กระทำความผิดได้ หากพบเห็นการกระทำความผิดต่างๆ สามารถแจ้งสายด่วน 191 หรือสถานีตำรวจท้องที่ เบื้องต้นแจ้งข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน, ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีมาตรการการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ นายกษิดิศ พร้อมครอบครัว มอบดอกไม้ให้กับ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ เพื่อขอคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ช่วยเหลือจนสามารถติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘พิจารณ์’ อัดยับ 4 ข้อ รบ.จงใจโอนงบ’63 ช้าทำต้องกู้1ล้านๆ เนียนขยายเพดานงบกลาง
บทความถัดไปผู้รับเหมายังนิ่ง 2 หนุ่มขับมอ’ไซค์ตกหลุมลึกเข้าแจ้งความ หลังไม่มีหน่วยงานไหนออกมารับผิดชอบ (ชมคลิป)