ภาพเก่าเล่าตำนาน : ตำนานรังเกียจ…เหยียดผิว โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

 

คํากล่าวที่ว่า…“เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” เหมาะที่จะนำมาอรรถาอธิบายถึงโศกนาฏกรรม สงครามกลางเมือง ปล้น ฆ่า หายนะในอเมริกาที่ “ระเบิดขึ้นอีกครั้ง” …นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ครั้งนี้ คือ มหาวิปโยค…

“แผลเก่า” เรื่องสงครามสีผิว ระหว่าง คนขาว-คนผิวสี ไม่เคยจางหาย …มีวัตถุแหลมคมคอยทิ่มแทง ฉีกสะเก็ดเลือดปากแผลที่กำลังจะแห้ง…ให้กลายเป็น “แผลสด” เสมอ …

สงครามย่อยๆ ระหว่าง “สีผิว” เป็นหนามยอกอก เป็นมะเร็งร้าย สร้างความชิงชังรังเกียจกันเอง ทั้งคนขาวและคนผิวสีมานานเป็นร้อยปี …

สีผิว เป็นเพียงแค่ประกายไฟ…การใช้อำนาจเกินขอบเขต การคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ต่อประชาชนต่างหาก คือ เชื้อเพลิงกองใหญ่ไฟลุกท่วมเมือง

อย่าไปเจาะจงที่อเมริกาที่เดียวเลยครับ ขอให้เรียนรู้แบบเปิดใจกว้าง…อันที่จริงชนเผ่าทั้งหลายแต่ปางก่อนทั่วโลก ก็แย่งชิงความเป็นใหญ่ โลภ โกรธ หลง เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ทรยศหักหลังกันมาทั้งนั้น…

ชาวป่าแต่ละเผ่าในแอฟริกา ก็ยกพวกฆ่ากันเองแสนสยดสยอง คนผิวขาวในยุโรปก็ฆ่ากันเอง แผ่นดินไทย ลาว เขมร พม่า ยังมีซากศพโครงกระดูกเกลื่อนแผ่นดิน

มันเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ รวมถึงมนุษย์ ที่ “ยังคงมี”และจะยังมีต่อไป …

ภาพเก่า…เล่าตำนาน… ขอตัดตอนเฉพาะช่วงเวลาหนึ่งในอเมริกา สำหรับคนขาวกลุ่มหนึ่ง ที่เกลียดชังคนผิวสีเข้ากระดูก ชนิดที่เรียกว่า “พวกมึงอยู่ร่วมโลกกับพวกกูไม่ได้” …

ขอแนะนำให้รู้จัก กลุ่ม KKK…ที่ตั้งใจแน่วแน่ที่จะกำจัดคนผิวสี

กลุ่ม Ku Klux Klan (KKK) ในอเมริกามิได้เริ่มต้นจากอุดมการณ์อันหนักแน่นอะไร หากแต่ช่วงหลังจากสงครามกลางเมืองในอเมริกาสิ้นสุดลง ทหารผ่านศึกกลุ่มหนึ่ง มาสังสรรค์ รวมตัวกันขี่ม้าผ่านไปในเมืองปูลาสกี (Pulaski) รัฐเทนเนสซี เฮฮา สนุกสนาน

อดีตทหารผิวขาวเหล่านี้ใส่เสื้อคลุม สวมหมวกสีขาวปิดหน้า เปิดตา เมื่อผ่านชุมชน ปรากฏว่าคนผิวดำในเมืองเกิดอาการตื่นกลัว

พ.ศ.2408 ทหารอเมริกันผิวขาว 6 นาย มารวมตัวกันด้วยอุดมการณ์ บ่มเพาะความเกลียดกลุ่มแอฟริกันอเมริกัน ต่อต้านศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เกลียดยิว ตกลงกันที่จะใช้การก่อการร้าย ทำร้ายร่างกาย สังหารคนผิวดำ …โดยแต่งกายคลุมหน้า และเสื้อคลุมสีขาว

ชุดขาว หมวกขาว เผาไม้กางเขน นี่คือภาพลักษณ์ที่สร้างออกมาโดย KKK รุ่นปี พ.ศ.2458

ขบวนการนี้ คิดที่จะยกระดับชนชั้นคนผิวขาว ให้แตกต่างจากคนผิวสี ปลูกฝังความคิด ความเชื่อว่า คนขาวเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์ที่สูงส่งที่สุด

KKK เคลื่อนไหวคึกคักในภาคใต้ของอเมริกา คนขาวเท่านั้นที่จะเป็นสมาชิกได้ เป็นกลุ่มคนใต้ดิน มุ่งใช้ความรุนแรงเพื่อขจัดคนผิวสี

อันที่จริง องค์กรเถื่อนนี้ก็มีเรื่องของการเมืองแฝงอยู่ด้วย เพราะคนผิวดำเริ่มมีสิทธิ มีเสียงทางการเมือง KKK ต้องการสนับสนุนพรรคการเมือง นักการเมืองของตน แฝงเร้น กดดันให้คนผิวดำลงคะแนนให้ฝ่ายตน

แน่นอนที่สุด คือ มีพรรคการเมือง นักการเมืองผิวขาวสนับสนุน และยังวางแผนไปไกลโดยต้องการให้มีกฎหมายจำกัดสิทธิคนผิวดำ จะสนับสนุนนักการเมืองผิวขาวเท่านั้น ให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภา

วันเวลาผ่านไปไม่นาน KKK กลายเป็นกองโจรติดอาวุธ สังหารคนดำนับพันคน สร้างสถานการณ์ ก่อการจลาจลทางการเมือง จัดฉากใส่ร้ายคนดำกันเป็นขบวนการ

สมาชิกล้วนเป็นชาย ยุทธวิธีหลัก คือ ขี่ม้า สวมหน้ากาก เสื้อคลุมสีขาว ยิงปืนเข้าไปในบ้าน เผาบ้าน ขับไล่คนดำออกจากพื้นที่ ทำให้คนผิวสีเสียชีวิตจำนวนมาก

KKK มีผลประโยชน์แอบแฝง ไม่มีใครรู้จักใคร ทุกคนพูดคุยผ่านการซ่อนเร้นทางผ้าคลุมหน้า ตระเวนข่มขืนผู้หญิงผิวดำปล้น ชิงทรัพย์

คนผิวดำ คือ เหยื่อ.. KKK ขยายข่ายงานไปหลายท้องถิ่น มีการนัดแนะเพื่อพบกัน มีการจัดระเบียบแบบหลวมๆ เหิมเกริมถึงขนาดประกาศ สถาปนา “อาณาจักรที่มองไม่เห็นของภาคใต้”

นาธาน เบดฟอร์ด ฟอร์เรสต์ อดีตนายทหาร ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคนแรก เขาได้รับฉายาว่า “พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่”

มีข้อมูลว่าในปี 1920 มีสมาชิกเป็นหมื่นคน

สมาชิก KKK มีผู้นำเป็นกลุ่มย่อยๆ เมื่อนัดหมายกันได้ จะควบม้าเข้าโจมตีต่อที่พักอาศัยชุมชนคนผิวดำในตอนกลางคืน ทุกคนจะจัดหาอาวุธ กระสุนมาเอง

ครั้งแล้ว ครั้งเล่า…ไอ้โม่งชุดขาว ตระเวนออกสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และคนเชื้อชาติอื่นๆ ปล้น ฆ่า ข่มขืน เผาทำลายทรัพย์สิน

ชาวผิวสีตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ถูกทำร้ายเหมือนสัตว์ กลุ่ม KKK มีกฎหมายในมือ…. คนขาวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสิ้น ในทุกเหตุการณ์ที่มีคนดำเป็นเหยื่อ จะไม่มีใครพูดถึง ถูกปกปิด ไม่มีการดำเนินคดีทั้งสิ้น

คนผิวดำ คือ ผู้แพ้ และเป็น “ผู้ผิด” ตลอดกาล

ภาพที่น่าสยองที่สุด คือ การจับคนผิวดำแขวนคอกับต้นไม้ให้สาธารณชนได้เห็น

KKK สร้างความพินาศ ทำลายชีวิต ทรัพย์สินของคนดำแบบถอนรากถอนโคน ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้หญิง หรือเด็ก เมื่อเสร็จภารกิจ ก็จะแยกย้ายสลายตัวกันไป

ในช่วงเวลานั้น คนผิวดำทั้งหมดมีชีวิตที่แสนจะทุกข์ทรมาน

ทำไมเหตุร้ายเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในภาคใต้ของอเมริกา

ภูมิภาคทางใต้ของอเมริกา เป็นพื้นที่เกษตรกรรมโดยเฉพาะการปลูกฝ้าย ในอดีตคนขาวซื้อทาสผิวดำต่อ มาจากยุโรปและบางส่วนซื้อตรงจากแอฟริกามาเป็นคนงานนับล้านคน ทาสทำงานในไร่ ในฟาร์ม ทาสผิวดำมีสภาพประดุจสัตว์ จะยิงทิ้ง จะเฆี่ยนตีทรมานอย่างไรก็ตามใจคนขาว

พื้นที่รัฐทางตอนเหนือของอเมริกาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ใช้เครื่องจักร เครื่องยนต์ เป็นหลัก จึงมีทาสไม่มากนัก ประชาชนส่วนใหญ่มีทัศนคติไม่เลวร้ายนักต่อคนผิวสี …

ทาส ชาย หญิง เด็ก สามารถนำไปซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนได้ มีการนำทาสชาย-หญิง ออกมาประมูลขายบนเวที และต้องแก้ผ้าให้ผู้ซื้อได้ชม

ขอย้ำว่า…สังคมในอเมริกา มิได้เห็นดี เห็นงาม กับเรื่องทาสผิวดำไปซะหมด ฝ่ายที่ต่อต้านการเหยียดผิว ต่อต้านการมีทาสก็มีจำนวนไม่น้อย

ขอตัดฉากมาในยุคราว 100 ปีที่ผ่านมาครับ….

เมื่อมีประกาศเลิกทาสโดยประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.4) ทาสกลายเป็นประชาชนอเมริกัน เป็นชนกลุ่มน้อยที่แสนจะด้อยโอกาส
รวมตัวกันยังไม่ได้ ไม่มีพลังในการต่อสู้

อับราฮัม ลินคอล์น คือ ประธานาธิบดีสหรัฐที่มีนโยบายให้เลิกทาส เมื่อลินคอล์นลงนามในกฎหมายเลิกทาส คนอเมริกันผิวขาวกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ

14 เมษายน 2408 ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ถูกลอบสังหารขณะชมละครกับภรรยา และเสียชีวิตในวันถัดมา

ในทางปฏิบัติ… เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายที่จะจัดการกับ KKK ที่แฝงเร้นอยู่ในสังคม คือ เรื่องเพ้อฝัน ทนายความ แพทย์และเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือคนในท้องถิ่นในที่เกิดเหตุ ล้วนปฏิเสธที่จะร่วมมือในทางกฎหมาย แม้กระทั่งพยานก็ยากที่จะพบเจอ

KKK มีอิทธิพล มีอำนาจเบ็ดเสร็จในทุกองคาพยพ

ขอก้าวข้าม KKK ….ลองมามองไปที่ “สังคม” ในอเมริกา

ถึงแม้จะมีสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐ คนผิวสีในอเมริกาหลังการปลดปล่อยทาส ยังถือว่าพวกเขาเป็นพลเมืองชั้นล่างของสังคม มีการแบ่งแยกโรงเรียนระหว่างคนขาว-คนผิวสี การใช้รถเมล์ รถราง คนผิวสีต้องสละให้คนผิวขาวนั่ง แบ่งโซนการนั่งเด็ดขาด โบสถ์ต้องแยกกัน ร้านอาหารส่วนใหญ่รับลูกค้าเฉพาะคนขาว

โรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ มหาวิทยาลัยชั้นนำ ห้ามคนผิวสีเข้าเรียน ก๊อกน้ำดื่มริมถนน ห้องน้ำต้องแยกจากกัน ชีวิตของคนผิวสีจะต้องต่ำชั้น ด้อยกว่าเสมอไป

เคยมีเด็กหนุ่มคนผิวสีคนแรกไปสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ได้ แต่เมื่อเข้าเรียนได้ไม่นาน ก็ถูกบีบ ถูกทรมานให้ลาออก

อเมริกัน ผิวขาวที่มีจิตใจเป็นธรรม มีคุณธรรม ยุติธรรม ก็ยังมี

พ.ศ.2420 ตรงกับช่วงต้นรัชสมัยในหลวง ร.5 หนุ่มผิวสี เฮนรี ฟลิปเปอร์ (Henry Flipper) อดีตทาส คือ คนผิวสีคนแรกที่สามารถ ฝ่าด่านและสำเร็จการศึกษาจากเวสต์พอยต์

“นายทหารสัญญาบัตร” ในกองทัพจะเป็นได้เฉพาะคนขาว

ถ้านายทหารคนผิวสีจะเป็น ผบ.หน่วยทหารได้ จะต้องปกครองเฉพาะคนผิวสีเท่านั้น คนขาวจะไม่เข้าไปอยู่ใต้บังคับบัญชาคนผิวสี

เมื่อเกิดสงคราม คนผิวสีถูกเกณฑ์ไปรบ ต้องเจ็บ ต้องตายเพื่ออเมริกา

เรื่องที่ผู้เขียนเพิ่งได้อ่านหลังเกษียณราชการ คือ เมื่อคนผิวสีไปเป็นนักบินในกองทัพอากาศสหรัฐ พวกเขาจะได้เป็นนักบินลำเลียง ขนส่ง เป็นนักบินในรูปแบบธุรการ ส่งกำลังบำรุงเท่านั้น

อเมริกันผิวขาวเท่านั้น ที่จะได้เป็นนักบินขับไล่ และทิ้งระเบิด

ทหารเรือที่จะเป็นนักทำลายใต้น้ำ ซึ่งเป็นนักดำน้ำชั้นเยี่ยมของกองทัพเรือสหรัฐ มีเงินเพิ่มพิเศษ จะต้องเป็นคนผิวขาวเท่านั้น ทหารผิวสีที่พยายามจะฝ่าด่านนรกเข้ามาฝึก จะโดนแกล้งจากครูฝึก ไม่มีใครสำเร็จตามหลักสูตรไปได้..

เรื่องการแบ่งสีผิว แบ่งฝ่ายในกองทัพในเวลาต่อมา ก็ได้รับการแก้ไข

เหตุการณ์ในปี พ.ศ.2498 ในเมืองมอนต์โกเมอรี หญิงผิวสี โรซา พาร์คส์ ถูกตำรวจจับเนื่องจากปฏิเสธที่จะสละที่นั่งบนรถเมล์ให้กับชายผิวขาว เป็นเหตุการณ์ที่ระอุขึ้นมาทั้งเมือง (เคยเขียนใน มติชน) เหตุการณ์ตรงนั้น คือจุดเปลี่ยนของสังคมอเมริกัน ที่ศาลสูงสหรัฐตัดสินว่าเธอมิได้ทำผิด

เหตุร้ายในลักษณะคนผิวสีเป็นเหยื่อ หรือแม้แต่คนผิวสีไปทำร้ายคนผิวขาว จะได้หลักประกันความยุติธรรมจากศาล…สังคมมีที่พึ่ง

เกร็ดประวัติศาสตร์ยิบย่อย เหยียดผิว แบ่งชนชั้น เกลียดกันเข้ากระดูกที่คนผิวสีถูกกระทำ ที่นำมาบอกกล่าวนี้ สังคมอเมริกันก็ไม่ปิดบังอำพราง แก้ตัว กะล่อน อะไร ที่ไหน เรื่องโฉดชั่ว เอาเปรียบกันเหล่านี้ ฮอลลีวู้ดนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แฉความจริงอันเลวร้ายไปทั่วโลกทุกเรื่อง

ผู้เขียนแนะนำให้ชมภาพยนตร์ที่เปิดเผยเรื่องแนวนี้…

100 กว่าปีที่แล้ว และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ต้องนับว่ารัฐบาลกลาง สังคมอเมริกันส่วนใหญ่ตระหนักดีว่า นี่คือ ความเลวร้ายของสังคมที่ต้องแก้ไขร่วมกัน ซึ่งก็มีพัฒนาการด้านบวกขึ้นมาเป็นลำดับ

ความขัดแย้ง การต่อสู้ ของมนุษยชาติไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้

4 เมษายน พ.ศ.2511 ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้นำของคนผิวสี ถูกลอบสังหารที่เมืองเมมฟิส (Memphis) รัฐเทนเนสซี (Tennessee) ขณะกำลังเดินทางไปช่วยพนักงานเก็บขยะประท้วงหยุดงานเพื่อเรียกร้องค่าจ้างที่เท่าเทียม

เกิดเหตุจลาจล คนผิวสี รวมทั้งคนผิวขาว ลุกขึ้นก่อเหตุประท้วง

ขอยืนยันว่า สีผิว มิใช่สาเหตุที่แท้จริง… ในหลายๆ เหตุการณ์คนผิวสีก็สามารถร่วมมือกับคนขาวได้ ถ้ามีผลประโยชน์ร่วมกัน

ขอแถมเป็นข้อมูลครับ….ในระหว่างที่ผู้เขียนศึกษาที่โรงเรียน เสนาธิการทหารบกสหรัฐ ฟอร์ตเลฟเวนเวิรธ์ รัฐแคนซัส เมื่อปี พ.ศ.2532 ผู้เขียนคือชาวเอเชียคนเดียวที่อาจารย์อนุญาตให้เข้าศึกษาในวิชาเลือก “สงครามเวียดนาม”

เรื่องหนึ่งที่ถูกนำมาศึกษา ถกแถลงกันแบบไม่ต้องเกรงใจ กล้าพูดกันแบบ อารยชน ในหมู่นายทหารอเมริกัน คือ ปัญหาการบังคับบัญชาของ ผบ.หน่วยที่เป็นคนผิวสีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาผิวขาว ในสงครามเวียดนาม…

ข้อมูลที่ได้รับแบบไม่ต้องอาย คือ ทหารผิวขาวไม่ยอมรับการปกครอง การบังคับบัญชาจากนายทหารผิวสี เป็นเหตุให้การทำงานในสนามรบมีแต่ความขัดแย้ง บ่อยครั้งที่ภารกิจล้มเหลว…

เรื่องราวที่กล่าวมาโดยย่อนี้ มิใช่ว่าคนขาวทั้งหมดจะเป็นเช่นนี้ และคนผิวสี ก็มิใช่ว่าจะเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว

การจลาจลที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ในมินนิแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ช่วงแรกเพื่อแสดงอาการรังเกียจ “ความอยุติธรรม”

หากแต่ต่อมา มัน คือ การปล้น ฆ่า เป็นอาชญากรรมที่น่าอดสู

จิตใต้สำนึกของวิญญูชน มันโกหกไม่ได้ ภาพที่ปรากฏในคลิปถ่ายจากมือถือของพลเมืองดี มันบ่งบอกถึงความอำมหิต มันคือเหตุฆาตกรรมที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำต่อประชาชน มันคือ การฆ่าอย่างเลือดเย็น

ถ้าวันนั้น…ไม่มีโทรศัพท์แบบถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ คนทั้งโลกก็คงจะไม่มีวันได้เห็น �ความจริง� และผลที่ออกมาจากการตายตรงนี้ คงจะกลายเป็น ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว….

หลายเหตุการณ์ มันเริ่มอย่างหนึ่ง แต่ไปจบที่อีกอย่างหนึ่ง

เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้า น่าอับอาย เป็นรอยด่างทางประวัติศาสตร์สำหรับแผ่นดินอเมริกา

ในบางรัฐ เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ศิลปะชั้นสูงรับมือกับวิกฤตการณ์ ทำให้ร้ายกลายเป็นดี … บางรัฐก็เลือกที่จะลงมือปราบปราม

ผู้เขียนไม่ขอสะเออะ สาระแนไปแนะนำอะไร

ทุกสังคมต้องเรียนรู้เองที่จะ “เลือก” …จะขอเผชิญหน้า แก้แค้นกัน เอาเลือดล้างเลือดกันต่อไป หรือจะขออยู่กันแบบสงบสุข มีกติกาที่เป็นธรรม ยุติธรรม

เพราะจะไม่มีใครยอมเป็นผู้แพ้ตลอดกาล…..

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้บานปลาย! เจ้าของรีสอร์ตภูทับเบิกแจ้งความเอาผิดกลุ่มนทท.รุมตื้บลูกชาย ข้อหาบุกรุก-ทำร้ายลูกชาย-ทำลายทรัพย์สิน
บทความถัดไปสถานีคิดเลขที่ 12 : เรือนร่างทางการเมืองของ“พลังประชารัฐ” : โดย ปราปต์ บุนปาน