พาณิชย์ดึงเกษตรกรใช้เทคโนโลยี ต่อยอดผลิตสู่ตลาดโลก เป้าเป็นระบบมาตรฐานปลายปี63

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการสัมมนานำเสนอร่างผลการศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางการพัฒนาต้นแบบระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวอินทรีย์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบ TraceThai.com และทดลองใช้งานกับกลุ่มนำร่องตลอดห่วงโซ่อุปทานข้าวอินทรีย์ ว่า ที่มาโครงการว่าเป็นแรงบันดาลใจจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์นำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาภาคการเกษตรของไทยมาโดยตลอด โครงการนี้จึงเป็นการเดินตามรอยพ่อหลวง ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือ Blockchain เข้ามาช่วยพัฒนาภาคการเกษตรของไทย เนื่องจาก Blockchain ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าเป็นข้อมูลถูกต้องและไม่สามารถแก้ไขได้ สามารถกำหนดลำดับชั้นของข้อมูลว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณะหรือเปิดเผยเฉพาะคู่ค้า ทำให้สามารถรักษาความลับทางการค้าและข้อมูลส่วนบุคคลได้ รวมทั้งเป็นการทำงานด้วยระบบดิจิทัลทำให้ลดงานด้านเอกสารแบบดั้งเดิม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า สนค. จึงริเริ่มโครงการศึกษาและพัฒนาระบบต้นแบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรอินทรีย์ นำร่องด้วยข้าวอินทรีย์ เพราะมีมูลค่าสูง มีศักยภาพส่งออก มีขั้นตอนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานที่ชัดเจน คุ้มค่าในการพัฒนาระบบ โดยเฉพาะโลกหลังโควิดการตรวจสอบย้อนกลับจะยิ่งทวีความสำคัญ โดยเฉพาะ สินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ โดยที่ผ่านมาสินค้าเกษตรและอาหารของไทยมีศักยภาพและเป็นสินค้าดาวรุ่ง

“เชื่อมั่นว่าหลังจากนี้จะยิ่งเป็นดาวรุ่งมากขึ้น หากมีการยกระดับมาตรฐานและมีระบบตรวจสอบย้อนกลับรองรับเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภค ซึ่ง Blockchain จะเป็นเครื่องมือหนึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร นำไปสู่ Trust Economy และหลังจากนำร่องด้วยข้าวอินทรีย์แล้ว จะขยายผลสู่สินค้าเกษตรและอาหารอื่นๆ รวมทั้งต่อยอดพัฒนาระบบการค้าที่เกี่ยวข้อง หวังจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาภาคเกษตรไทยให้เข้มเข็ง ทำให้ประเทศไทยเข้มเข็ง สำหรับระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรอินทรีย์ นำร่องข้าวอินทรีย์นี้ ได้จดชื่อเว็บไซต์ www.TraceThai.com เรียบร้อยแล้ว โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งได้ดำเนินการศึกษา ประชุมหารือผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งลงพื้นที่เก็บข้อมูลรับฟังความคิดเห็น รวมถึงออกแบบและพัฒนาระบบเบื้องต้น ” นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว

ผศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอผลการศึกษาการรับรองมาตรฐานและโอกาสทางการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย ว่า เกษตรอินทรีย์จะมีการรับรองมาตรฐานโดยหน่วยงานรับรอง อาทิ IFOAM, USDA Organic, EU Organic, Organic Thailand และอีกรูปแบบคือการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS ) ที่กลุ่มเกษตรกรรับรองกันเอง โดยกระบวนการเพาะปลูกและผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานอินทรีย์ทุกขั้นตอน โดยไทยมีศักยภาพในการผลิตข้าวอินทรีย์และมีโอกาสทางการค้าสูงมากโดยเฉพาะการส่งออก หากสามารถพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวอินทรีย์ไทย เพื่อให้ผู้บริโภค คู่ค้า และตลาดต่างประเทศเกิดความมั่นใจจะเป็นอีกทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและโอกาสทางการค้าให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยได้อย่างแน่นอน

ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญาและบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาต้นแบบระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย โดยยกตัวอย่างการใช้ Blockchain ตรวจสอบย้อนกลับข้าวอินทรีย์ของกัมพูชา และการตรวจสอบย้อนกลับปลาทูน่ากระป๋องของบริษัทเอกชน

นายชัยโย เตโชนิมิต นักพัฒนาระบบและผู้เชี่ยวชาญบล็อกเชน กล่าวว่า ต้นแบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวอินทรีย์ จะเป็นผู้ยืนยันความถูกต้อง รวมถึงออกแบบระบบให้รักษาความลับทางการค้าและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้ รวมทั้งมีการควบคุมปริมาณผลผลิตรวม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเป็นข้าวอินทรีย์ที่ผลิตได้จริง

รายงานข่าวจากสนค. ระบุว่า ผู้เข้าสัมมนาให้ควมมสำคัญต่อวิธีการยืนยันตัวตนของผู้กรอกข้อมูลในระบบ การรองรับมาตรฐาน PSG ที่เกษตรกรรับรองกันเองด้วย ระดับการเปิดเผยข้อมูล ซึ่ง สนค. และที่ปรึกษาโครงการจะนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปปรับปรุงและพัฒนาระบบ ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาระบบให้แล้วเสร็จพร้อมทดลองใช้งานช่วงปลายปี 2563

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เลขาธิการก้าวไกล ปัดเรียกส.ส. กทม. ตำหนิ ปมดอดกินข้าวกับ “หญิงหน่อย”
บทความถัดไป‘ธปท.’ ยันเงินบาทแข็งค่าสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงกดดัน