‘บ๊วย’ แถลงโต้ปมบริจาคเงินส่องผี บิดเบือนประวัติศาสตร์ ถามพวกผมทำอะไรผิด ลั่นไม่เชื่อไม่ต้องดู

‘บ๊วย’ แถลงโต้ปมบริจาคเงินส่องผี บิดเบือนประวัติศาสตร์ ถามพวกผมทำอะไรผิด ลั่นไม่เชื่อไม่ต้องดู

ช่องส่องผี – หลังจากรายการ ‘ช่องส่องผี’ ที่แพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 และยูทูบ ถูกตั้งข้อสงสัย ทั้งในประเด็นนำเสนอข้อมูลบิดเบือนประวัติศาสตร์ เรื่องการรับเงินบริจาคโดยให้คนโอนเข้าบัญชีส่วนตัว เรื่องการนำเงินของประชาชนไปบริจาค แต่กลับออกใบอนุโมทนาบัตรในนามส่วนตัว รวมไปถึง  เรื่องการบุกรุกสถานที่ ล่าสุดวันนี้ บ๊วย เชษฐวุฒิ วัชรคุณ และเจมส์ ศราวุฒิ วรพัทธ์ทีวีโชติ พิธีกรของรายการ ได้ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวที่โรงแรมเอสดี อเวนิว

โดยบ๊วยบอกว่า ตอนแรกตั้งใจจะพูดเรื่องนี้ในวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ทางรายการจะไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง แต่ที่ต้องจัดแถลงข่าวด่วน เพราะได้รับผลกระทบอย่างหนัก ตกเป็นจำเลยสังคม ถูกกล่าวหาว่าลวงโลก ถูกตำหนิด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา ขณะเดียวกันพระที่วัดซึ่งตนจะไปทำบุญถวายเทียนพรรษาในวันจันทร์ ก็ติดต่อมาขอให้ไม่ไปพูดเรื่องรายการ รวมถึงไม่ไปถวายเทียนที่วัดได้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น คือเรื่องเงินบริจาคจำนวนกว่า 1 ล้านบาท ทางวัดก็จะขอคืน

“ผมซื้อเทียนมาแล้ว ผมก็สงสัยตัวเอง ผมผิดอะไรเหรอ ผมทำผิดกฏหมายอะไร ทุกคนสนุกมากกับการเสพข่าวว่าบ๊วยฉิบหายเมื่อไหร่”

บ๊วยยังบอกด้วยว่า ในส่วนเงินบริจาค ถ้าวัดไม่รับจริง ก็จะโอนคืนทุกคน ขณะที่เรื่องใบอนุโมทนาบัตรที่ออกเป็นชื่อตน ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติ ที่หลายๆ คนก็ทำกัน ในเมื่อเงินบริจาคออกไปจากบัญชีที่เป็นชื่อของตน

เขายังบอกด้วยว่า สำหรับเขาการทำรายการนี้ ไม่ใช่การทำมาหากิน ไม่ใช่การทำรายการทีวี แต่คือชีวิต โดยจุดเริ่มต้นมาจากความต้องการจะช่วยเพื่อน ขณะเดียวกันพอทำแล้วชีวิตของตัวเองก็มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่างจนดีขึ้น

เรื่องที่บอกว่าเนื้อหารายการบิดเบือนประวัติศาสตร์ก็ไม่ใช่ เพราะตอนทำก็บอกเสมอว่าประวัติศาสตร์บอกไว้อย่างนี้ เพียงแต่รายการนำเสนอในอีกแง่มุม ซึ่งต้องขอโทษที่ไปกระทบความเชื่อของคนอื่น

“บอกเสมอว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล บอกว่าของเก่าเป็นแบบนี้” บ๊วยบอก

“ขอย้ำเนื้อหาในรายการทั้งหมดเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ส่วนประเด็นขายเครื่องราง ขายเพื่อนำเงินมาเป็นรายได้ของรายการ เพราะการผลิตคลิปมีค่าใช้จ่าย

ตอนนี้ไม่ต้องห่วงจะลวงโลก เพราะกรมสรรพากรจะตรวจสอบอยู่แล้ว ซึ่งผมก็ทราบ และอยากถามว่าพวกเราผิดอะไรหรือถึงทำบุญไม่ได้ หากไม่เชื่อก็ไม่ต้องดู”

การทำเหรียญขาย ก็ไม่แตกต่างจากการหารายได้ของสื่ออื่นๆ เพราะสื่อทุกสื่อต้องมีสปอนเซอร์ ต้องมีปัจจัย

“อันไหนขายก็บอกขาย ไม่เถียง”

อย่างไรก็ดี ราคาที่ขายไม่ได้แพง ที่ราคาสูงเป็นเพราะมีคนนำไปปั่น

“คนตัดสินผม ผมผิดอะไร ผมทำบุญไม่ได้ ผมต้องโอนเงินคืนทั้งหมด มันเป็นผลกระทบจากเพจที่ไม่มีตัวตน แต่ผมมีพ่อมีแม่ วันนี้พ่อแม่ผม น้องผมก็มา ทุกคนเปิดหน้าหมด แล้วคนก็ไปเอาข้อมูลจากคนที่ไม่ชอบผม เพจแอนตี้รายการ บิดเบือนประวัติศาสตร์”

เขาบอกอีกว่าการทำรายการ ไม่ได้ตั้งใจจะรับบริจาคเงิน จนกระทั่งไปพบวัดที่พระบอกว่าไม่มีกฐินมาหลายปี จึงประกาศให้คนที่อยากทำบุญเข้าร่วม

“ผมถูกทำลายด้วยใครไม่รู้ ไม่มีตัวตน เฮ้ย! ชีวิตผมทั้งชีวิตนะ ผมคิดในใจวันนี้ ถ้าไม่ได้ ผมไปอยู่สวนแล้ว ผมไม่มีที่ยืนแล้ว”

เขายังบอกด้วยว่า สิ่งที่รายการตัังใจทำคือ การนำเสนอให้เห็นเรื่องบาปกรรม บาปบุญคุณโทษ ทั้งนี้ ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ท้อใจ และปวดหัวทุกวัน

“เรื่องกล้องส่องผีไม่มีจริง ค่อยๆ ฟัง เรื่องอาจารย์เรนนี่เป็นยังไง เรื่องบางเรื่องเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล ผมย้ำเสมอว่าใช้วิจารญาณในการรับชม”

ขณะที่เจมส์ ศราวุฒิ กล่าวว่า ได้เอกสารสเตตเมนต์มาแล้ว 4,000 หน้า จากทั้งหมด 6,000 หน้า ซึ่งจะมีคิวอาร์โค้ดให้ผู้สนใจสแกนเข้าไปดูได้

“ใครที่สงสัยว่าเอาไปใช้ส่วนตัวอย่างไร ดูได้ เพราะมันโชว์ทั้งทางเข้า ทางออก ไปทางไหน อยากให้รายการผมเป็นบรรทัดฐานเพื่อส่วนรวม โชว์เลย ตรวจสอบได้ สเตตเมนต์ไม่มีปลอมอยู่แล้ว”

“ส่วนเรื่องกล้อง ไม่เถียงอาจารย์เจษฏา ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์

เพราะก็เห็นดัวยในสิ่งที่เขาพูด แต่สิ่งที่ผมพบ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเข้าใจ ผมอยู่หน้างาน สิ่งที่อาจารย์เรนนี่พูด กับสิ่งที่ผมเห็นมันบังเอิญเกินไป มันเยอะจนผมเชื่อว่ามันเป็นไปได้ เราไม่มีความจำเป็นต้องโกหกใคร หลายๆ คนที่มาร่วมในรายการ เขาจะเห็นว่ามันไม่มีซีจี ถามว่าอภินิหารไหม ผมไม่รู้ มันอธิบายไม่ได้ เพราะคนที่พูดว่าอะไรเกิดขึ้น อยู่ข้างหน้ากล้อง ถามว่ากล้องมีเออเรอร์ไหม ก็มี แต่ผมก็พอจะแยกออก และผมไม่ได้งมงาย เราพยายามใช้ทุกอย่างที่เรามีเป็นวิทยาศาสตร์ แต่เราเสนอเรื่องบาปบุญคุณโทษ”

เรื่องข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ตนก็อ่านมาเยอะ และรู้ว่าคนที่เขียนบันทึกไม่ใช่คนที่เจอโดยตรงทั้งหมด

ขณะที่บ๊วยบอกว่า อยากให้ดูว่าจริงๆ สิ่งที่รายการต้องการนำเสนอคืออะไร

“หัวใจของรายการคือเราเรียนรู้อะไรจากเรื่องราวเหล่านี้ เรื่องเปรต บอกเปรตไม่มีจริง มีจริง ไม่จริง ผมไม่รู้หรอก แต่ทำแบบนี้เป็นเปรต คุณเป็นไหมล่ะ”

บ๊วยยังเสริมเรื่องที่จะมีการจะฟ้องร้องด้วยว่าอยากทำให้เป็นกรณีศึกษา

“เอาข้อมูลคนที่เราไม่เห็นหน้า แล้วไปเชื่อเขาเหรอ เรนนี่จะเห็นผี ไม่เห็นผี ผมไม่ได้ต้องการจะพิสูจน์ และเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ผู้หญิงคนหนึ่งเรียกอีบ้างล่ะ ไม่เชื่อก็ไม่ต้องดู ไม่เป็นไร และถ้าผิดกฎหมายก็แจ้งความ ท้วงติง ด้วยถ้อยคำสุภาพ พูดกันดีๆ”

ที่มีข่าวเรื่องบุกรุกสถานที่ บ๊วยก็ได้โชว์เอกสารที่ยื่นขอถ่ายทำในอุทยานประวัติศาสตร์ ขณะที่เจมส์น้อมรับผิดกรณีไปถ่ายที่วัดกุฎีดาว ที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อน แต่ตอนนั้นไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปขอใคร อีกทั้งยังคิดว่าสามารถถ่ายได้เลย

“อันนี้เป็นความคิดโง่ๆ ของผม ก็น้อมรับ ซึ่งถ้าหากมีอะไรเสียหาย ก็ยินดีจะรับผิดชอบในแง่ค่าใช้จ่าย”

บ๊วยยังบอกด้วยว่า อยากให้ไปดูบีฟอร์ กับอาฟเตอร์ของที่วัด แล้วจะเห็นว่าจากวัดที่ไม่มีคน ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว

ในส่วนที่มีคนตั้งข้อสังเกตเรื่องการรับบริจาคในชื่อบัญชีส่วนตัวซึ่งมีหลายบัญชีนั้น เป็นเพราะตอนแรกไม่ได้คิดจะรับบริจาคอย่างที่บอก จึงยังไม่ได้เตรียมอะไร แต่ภายหลังได้ไปขอจดทะเบียนมูลนิธิ และอยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะที่การแยกบัญชีเป็นหลายบัญชี ก็เพื่อความชัดเจนว่าเงินบริจาคที่เข้ามาเพื่อโครงการไหน จะได้ใช้แบบไม่ผิดวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค

ขณะที่บ๊วยบอกด้วยว่า การใช้ชื่อบัญชีของตนถือเป็นการการันตี และนับเป็นการเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอย่างมาก ส่วนเรื่องดอกเบี้ยจากเงินบริจาค ที่ตั้งข้อสงสัยกัน ก็ขอบอกว่ายอดเงิน 28 ล้านบาท ดอกเบี้ยอาจเป็นเลข 2 พัน 3 พันบาท

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เคยถามอาจารย์เรนนี่ว่าเห็นจริงไหม เจมส์บอกว่า ถามตลอด

เมื่อถามอีกว่า หลังจากนี้รายการจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ เจมส์บอกว่า ต่อไปจะระมัดระวังให้มากขึ้้น

“ผมควรจะมีความรับผิดชอบมากขึ้น อันนี้ผมน้อมรับ ที่ทุกท่านได้เตือน เพราะบางครั้งเราพูดอะไรไป บางคนเขาไม่ได้ใช้วิจารณญาณ เขาเชื่อไปเลย อาจจะต้องกลั่นกรองมากยิ่งขึ้น เพราะรายการเราสด ไม่มีสคริปต์ เราก็คิดจะทำงานที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ ผมทำรายการ ผมทำให้ลูกดู ทำให้เด็กๆ ดูด้วย ไม่อยากปลูกฝังให้เขางมงาย เชื่อเรื่องไร้สาระ แต่ผมจะบอกสุดท้ายว่าต้องเป็นคนดีนะ แผ่นดินนี้จะขาดความสามัคคี ขาดคนดี มันอยู่ไม่ได้หรอก ทุกครั้งที่เกิดความแตกแยกในสังคม เกิดความไม่ความสามัคคี มันเดือดร้อนทุกคน เพราะฉะนั้น เราทำรายการ ก็ไม่อยากเป็นต้นเหตุทำให้คนโกรธ ก็ต้องงดบางส่วนที่อาจจะล่อแหลม หรือคนคิดได้ในหลายแง่มุม ก็คงต้องปรับ ทำแล้วสังคมต้องได้ประโยชน์ ตามจุดมุ่งหมายที่เราตั้งใจตั้งแต่แรก”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘มิ่งขวัญ’ ลั่นวิกฤตครั้งนี้ ทำต้มยำกุ้งเล็กไปเลย เปรียบเอกชนใช้งบฯ8.4 ล้านล. ฟื้นไม่ได้ ปลดออกอย่างเดียว
บทความถัดไปอุโมงค์ระบายน้ำ ‘บึงหนองบอน’ คืบหน้าแล้ว 60.58% คาดก่อสร้างเสร็จปลายปี’64