ไทยเฝ้าระวัง “โควิด-19” กลายพันธุ์ สธ.ชี้ติดง่ายขึ้น สั่งเตรียมพร้อมแล็บ 209 แห่งทั่วปท.

ไทยเฝ้าระวัง “โควิด-19” กลายพันธุ์ สธ.ชี้ติดง่ายขึ้น สั่งเตรียมพร้อมแล็บ 209 แห่งทั่วปท.

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เป็นโรคใหม่ที่มีการระบาดทั่วโลกมานานกว่า 7 เดือน โดยประเทศไทยสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อทั้งตัว และรายงานต่อนานาชาติ หลังประเทศเทศจีนเพียง 1-2 วัน และในการระบาดระยะแรกมีห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ที่สามารถตรวจวินิจฉัยเชื้อได้แค่ 2 แห่งคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กรมวิทยาศาสตร์ฯ จากนั้นได้มีการพัฒนาวิธีการตรวจ และขยายเครือข่ายการตรวจ ซึ่งเป็นการตรวจที่ได้มาตรฐานทั่วโลกยอมรับ คือ การตรวจด้วยวิธี RT-PCR จนได้รับการยอมรับและ ได้ประกาศในเว็บไซต์องค์การอนามัยโลกเป็นประเทศต้นๆ คู่กับสหรัฐฯ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น และสามารถขยายเครือข่ายการตรวจทางห้องแล็บ

“จนถึงขณะนี้มีห้องแล็บทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 209 แห่ง โดยจะขยายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ที่ผ่านมา ห้องแล็บได้ตรวจตัวอย่างไปแล้ว 652,089 ตัวอย่าง หากนำตัวเลขจำนวนการตรวจที่ได้ผลบวกมาหารด้วยจำนวนการตรวจทั้งหมด คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.4 แปลว่า ตรวจตัวอย่าง 1,000 ตัวอย่างพบ 4 คน หรือ 4 ตัวอย่างที่ผลบวก แสดงให้เห็นว่ามีการค้นหาผู้ป่วยจำนวนมาก นอกจากนี้             ยังสามารถพัฒนาน้ำยาตรวจ โดยกรมวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมมือกับ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด พัฒนาน้ำยาตรวจ สำหรับใช้ในประเทศไทยได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ และไม่เคยประสบปัญหาน้ำยาตรวจไม่เพียงพอ โดยมีน้ำยาสำรองในสต็อกกว่า 601,870 การทดสอบ (test) และการตรวจทางห้องแล็บมีระบบการรายงานแบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง ทราบผลได้ภายใน 24 ชั่วโมง” นพ.โอภาส กล่าว

นอกจากนั้น นพ.โอภาส กล่าวว่า ในบทบาทของนักวิจัยก็มีความพร้อมรับมือกับโรคโควิด-19 อาทิ การพัฒนาวิธีการตรวจใหม่ๆ เช่น การใช้น้ำลาย ในการตรวจ และการตรวจน้ำลายรวมตัวอย่าง โดยร่วมกับกรมควบคุมโรคในการตรวจตัวอย่างจำนวน 100,000 ราย ใช้เวลาในการตรวจไม่กี่สัปดาห์ ตรวจได้ครบถ้วน และช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศ การวิจัยเรื่องวัคซีน องค์การอนามัยโลกประกาศจำนวนวัคซีน ที่อยู่ในกระบวนการผลิตมี 140 ชนิด ในจำนวนนี้เป็นของประเทศไทย 4 ชนิด ส่วนใหญ่ประเทศที่ทำวัคซีน จะเป็นสหรัฐฯ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น ซึ่งต่างประเทศยอมรับในความสามารถของประเทศไทยในการผลิตวัคซีน และผลการทดสอบวัคซีนในสัตว์ทดลองพบว่าภูมิคุ้มกันขึ้นอย่างสูง และดีมาก มีแผนที่จะผลิต และวิจัยในคนประมาณเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป

“สำหรับต่างประเทศที่มีการพัฒนาวัคซีนไปแล้ว เราก็มีความร่วมมือกับประเทศนั้น หากประสบความสำเร็จเราก็เตรียมโรงงานรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาผลิตวัคซีนให้กับคนไทย การศึกษาวิจัยสมุนไพรไทยภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกวิจัยสมุนไพรฟ้าทะลายโจร และได้ทดลองประสิทธิภาพฟ้าทะลายโจรในห้องทดลองกับตัวเชื้อจริง เพราะกรมวิทยาศาสตร์ฯ มีคลังเชื้อจริงที่เก็บไว้สำหรับนักวิจัยจำนวนมาก พบว่า ฟ้าทะลายโจรสามารถทำลายเชื้อในเซลล์ปกติได้เป็นครั้งแรกของโลก และได้ส่งข้อมูลให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อใช้การวิจัยต่อไป สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและมีความพร้อมรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ในทุกประเด็น” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ฯ กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวถึงผลการถอดรหัสพันธุกรรมโควิด-19 ของกรมวิทยาศาสตร์ฯ ว่า พบว่าเชื้อแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม A ร้อยละ 60 และ กลุ่ม B ร้อยละ 40 ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่เดินทางมาจากประเทศจีน อิตาลี และสเปน มีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อดูตำแหน่งความหลากหลายทางพันธุกรรม (polymorphism) ของสายพันธุ์โควิด-19 และทำการศึกษายีนของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2) จากผู้ติดเชื้อที่พบในประเทศไทย ซึ่งพบว่า ไวรัสกลุ่ม B มีการเปลี่ยนแปลงของยีนบริเวณ spike protein ซึ่งเป็นผิวโปรตีนของ coronavirus ที่จะจับกับตัวรับที่ชื่อว่า ACE2 receptor บนผิวเซลล์ในร่างกายมนุษย์ หรือเป็นบริเวณที่ไวรัส ใช้เป็นเครื่องมือในการแทรกตัวเข้าสู่เซลล์ร่างกายมนุษย์ โดยยีนที่ตำแหน่ง 23,403 เปลี่ยนจากยีน A เป็นยีน G การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลให้กรดอะมิโนที่ตำแหน่ง 614 เปลี่ยนจาก aspartate (D) ซึ่งพบส่วนใหญ่ในสายพันธุ์จากประเทศจีน เป็น glycine (G) เรียกว่า การกลายพันธุ์ D614G

การกลายพันธุ์ D614G นี้ พบมากในประเทศแถบยุโรป ซึ่งสอดคล้องกับที่มาของเชื้อไวรัสที่พบการกลายพันธุ์ชนิด D614G ในประเทศไทย เป็นเชื้อที่แยกได้จากผู้ป่วย ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับผู้ติดเชื้อที่มาจากแถบยุโรป เช่น อิตาลี สเปน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ชนิด D614G มีปริมาณไวรัสเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกรดอะมิโนเป็น G ที่ตำแหน่ง 614 นี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง และโครงสร้างของ spike protein ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์ร่างกายมนุษย์ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของโควิด-19 โดยเฉพาะบริเวณ spike อย่างต่อเนื่อง มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะช่วยสนับสนุนความเข้าใจกลไกของไวรัส เพื่อการพัฒนาวัคซีน และการออกแบบยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นพ.โอภาส กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon