ไม่ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐจะเป็นผู้ใดพรรคใด นโยบายแข็งกร้าว ที่มีต่อ จีน ก็คงดำรงอยู่ โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

ไม่ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐจะเป็นผู้ใดพรรคใด นโยบายแข็งกร้าว ที่มีต่อ จีน ก็คงดำรงอยู่

ถ้าไม่มีอุบัติเหตุทางการเมือง อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน คงจะได้เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน 2020

โจ ไบเดน ก็จะกลายเป็นผู้ท้าชิงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ปฏิเสธมิได้ว่า หลายเดือนที่ผ่านมา คะแนนความนิยมของไบเดนเป็นต่อทรัมป์หลายขุม

หากมิได้หมายถึงไบเดนจะชนะการเลือกตั้ง เพราะจากนี้ไปถึงเดือนพฤศจิกายน ไม่สามารถทราบได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อันอาจส่งต่อผลการ
เลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก

ดูอย่างปี 2016 ฮิลลารี คลินตัน มีคะแนนนิยมนำหน้าโดนัลด์ ทรัมป์ ไปมาก ทิ้งห่างกันชนิดมองไม่เห็นฝุ่น แม้กระทั่งนาทีที่ผู้ใช้สิทธิหย่อนบัตร โพลก็ยังบอกว่านำอยู่

ในที่สุดก็แพ้

ฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า ตราบใดที่บัตรยังไม่อยู่ในหีบเลือกตั้งก็ยังเชื่อมิได้

เวลา 3 ปีที่ผันผ่าน ความขัดแย้งระหว่างจีน-สหรัฐ นับวันดุเดือดและรุนแรง

ประธานาธิบดีคือประมุขของสหรัฐ เป็นตำแหน่งสูงสุดของประเทศ

ประชาคมโลกจึงมองว่าการที่สหรัฐมีนโยบายที่แข็งกร้าว ก็เพราะเกิดจากทรัมป์แต่ผู้เดียว

ทว่าเป็นข้อสรุปในเชิงจินตนาการ

และก็มีคำกล่าวว่า หาก “ทรัมป์” แพ้การเลือกตั้ง “ไบเดน” ขึ้นแทนตำแหน่ง สหรัฐก็จะอำลาความแข็งกร้าวต่อจีน ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐก็จะดีขึ้นและกลับมาร่วมมือกันอีกวาระหนึ่งนั้น

ล้วนเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนโดยปราศจากหลักแห่งตรรกะ

ความจริงปรากฏว่า เวลา 2 ปีที่ผ่านมา อันนโยบายที่แข็งกร้าวที่มีต่อจีนนั้น ล้วนเป็นมติของสภาคองเกรส โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรค
เดโมแครตและพรรครีพับลิกัน

แม้พรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคมีความขัดแย้งกันรุนแรง กฎหมายภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการรักษาพยาบาล ตลอดจนงบประมาณต่างๆ

ผลการลงมติปรากฏว่า 2 พรรคใหญ่มีความเห็นตรงกันข้าม กล่าวคือ ร่างกฎหมายที่ผ่านการลงมติจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีเดโมแครตครองเสียง
ข้างมาก แต่หลายครั้งที่ไม่ผ่านมติจากวุฒิสภาซึ่งมีรีพับลิกันครองเสียงข้างมาก

แต่กฎหมายที่มุ่งเป้าต่อปักกิ่ง ไม่ว่าร่างกฎหมายท่องเที่ยวไต้หวัน ไม่ว่าร่างกฎหมายนโยบายมนุษยชนของชาวอุยกูร์ ไม่ว่าร่างกฎหมายเกี่ยวแก่มนุษยชนและประชาธิปไตยของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ได้ผ่านการลงมติทั้งสองสภาอย่างเป็นเอกฉันท์

ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ และเป็นที่ประจักษ์ว่า การที่สหรัฐมีนโยบายแข็งกร้าวต่อจีนนั้น เป็นเรื่องที่พรรครีพับลิกันและเดโมแครตรับรู้และเห็นพ้องร่วมกัน

หากมิใช่เป็นบัญชาของประธานาธิบดีหรือพรรคหนึ่งพรรคใด

การเลือกตั้งปี 2016 ไม่ว่าฮิลลารี คลินตัน พรรคเดโมแครต ไม่ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ พรรครีพับลิกัน ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า ควรต้องประกาศว่าจีนคือประเทศที่ครอบงำค่าเงิน และจะต้องปรับขึ้นพิกัดอัตราภาษีศุลกากรอันเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าจีน

สื่อในสหรัฐและจีนต่างพยากรณ์ในขณะนั้นว่า ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือก นโยบายต่อจีนน่าจะมีความจริงจัง และได้ผลประโยชน์ในทางการค้าโดยมิต้องได้รับการแทรกแซงจากคตินิยมต่างๆ และยังมีข่าวว่าครอบครัวโดนัลด์ ทรัมป์ มีธุรกิจในจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ คงมิอาจแข็งกร้าวต่อปักกิ่ง

หลังจากทรัมป์รับตำแหน่ง 1 ปี ยังมิได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา คือปรับเพิ่มพิกัดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีน พรรคเดโมแครตจึงกดดันให้ทรัมป์ดำเนินการโดยด่วน

มีนักวิเคราะห์เห็นว่า ทรัมป์อาจจะให้จีนเป็นคนกลางเจรจากับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เพื่อทำการประนีประนอมกับสหรัฐในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้น จึงชะลอเรื่องการค้าไว้ก่อน

ต่อมาปี 2018 สหรัฐได้ปรับเพิ่มพิกัดอัตราภาษีศุลกากรเป็นการใหญ่ อีกทั้งทำการเชือดธุรกิจไฮเทคโนโลยีของจีน

ความฝันที่จะให้ทรัมป์ไยดีกับจีนนั้น จึงต้องลอยไปกับสายลม

การเปลี่ยนแปลงนโยบายสหรัฐที่มีต่อจีน โดยปกติจะต้องใช้เวลานานในการเจรจา

ยากที่จะกลับไปกลับมาในระยะเวลาอันสั้น

ทิศทางแข็งกร้าวของสหรัฐที่มีต่อจีนนั้น ความจริงเริ่มตั้งแต่สมัยบารัค โอบามา

ความขัดแย้งทางการค้าจีน-สหรัฐเกิดขึ้นก่อนวิกฤตเศรษฐกิจสึนามิ 2008 ธุรกิจสหรัฐจำนวนไม่น้อยได้ร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลกว่า ประเทศจีนมิได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในระแรกเริ่มเข้าเป็นสมาชิก และจีนถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิดต่อสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา

ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศจีน มีผลกระทบและท้าทายต่อสหรัฐมากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งในที่สุดถึงสมัยที่ 2 ของ “บารัค โอบามา” จึงได้ผ่านช่องทางการทหารกลับคืนสู่เอเชีย (Pivot to Asia) ทั้งนี้ โดยใช้ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก เป็นอาวุธมาทำการล้อมประเทศจีน (Trans-Pacific Partnership = TPP)

ต่อมาสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกเลิก TPP โดยการเปลี่ยนเป็นปรับเพิ่มพิกัดอัตราภาษีนำเข้าสินค้า จีนและคว่ำบาตรเทคโนโลยีจีน

กล่าวโดยสรุปคือเป้าหมายสกัดจีนเหมือนกัน เปลี่ยนแปลงแต่วิธีการเท่านั้น

หรือกล่าวอีกนัย 1 คือ เนื้อเพลงเดิม เปลี่ยนแต่ทำนอง

ขอตัดกลับมาสมัยบารัค โอบามา โดยรับตำแหน่ง 2 สมัยคือตั้งแต่ 2009-2017

ตั้งแต่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ดำรงตำแหน่งปี 2009 จวบจนปีสุดท้ายของสมัยแรกสินทรัพย์รวมของสหรัฐลดลงถึงร้อยละห้าสิบ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่คืบหน้า ละม้ายกับการเต้นจังหวะ “สโล” จำนวนคนตกงานสูงถึง 14 ล้านคน ล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 แน่นอน

รวมจำนวนสมาชิกครอบครัวและเครือญาติของผู้ตกงาน น่าจะเป็นเหตุให้ “โอบามา” อย่างน้อยต้องสูญเสียคะแนนเสียงถึงประมาณ 40 ล้านเสียง

เป็นสัญญาณแห่งความเสื่อมที่กำลังจะมาเยือน

เพื่อหาทางออก “โอบามา” จึงเปลี่ยน “เกม” เล่นโดยละทิ้งแผนการ “ฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นงานหลักของรัฐบาล และวิ่งรอกปราศรัยหาเสียงตามรัฐต่างๆ โดยหลีกเลี่ยงพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ การกลับคืนสู่ฐานเอเชียแปซิฟิกอีกวาระหนึ่ง ตลอดจนปัญหาคุกคามจีน ฯลฯ

ล้วนเป็น “ทางเลือก” ของ “โอบามา” ในยามที่ “ไม่มีทางเลือก” กระทั่งประเด็นที่กระทบถึงสัมพันธไมตรีระหว่างจีนกับสหรัฐ เขาก็ทำเพื่อแลกกับบัตรเลือกตั้งที่จะมาถึงในสมัยที่ 2

จึงไม่แปลกที่ “ฮิลลารี คลินตัน” รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศที่กำลังเล่นหมากล้อมกับจีนและหันมาเล่นบท “ต่อต้านจีน” อย่างแข็งกร้าว ซึ่งถือเป็นยา “ชูกำลัง” ของอเมริกันชน ทั้งนี้ เพื่อต้องการเรียกเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะว่า

ประชาธิปไตยแบบอเมริกันได้สอนคนอเมริกันว่า “ต้องเล่นละครระดับสากลเท่านั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงจะสนับสนุนให้เป็นประธานาธิบดี”

ฉะนั้น “ฮิลลารี” จึงกลายเป็น “เบี้ย” ที่ทำหน้าที่ป้องกัน “ขุน” เพื่อรักษาแชมป์ไว้อีกหนึ่งสมัย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท้าทายจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสหรัฐจะกลับมาครองความเป็นเจ้าในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต่อต้านคนจีนที่ต้องการ
ขับไล่สหรัฐออกจากแปซิฟิกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสหรัฐยังมีผลประโยชน์ที่ทะเลจีนใต้จึงได้สลับฉากเล่น เพราะเป็นงานถนัดของ “ฮิลลารี” จนเป็นเหตุให้สังคมโลกวิพากษ์กันว่าเป็นเรื่องที่เหลวไหลยิ่ง เพราะเป็นการมุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมืองของประธานาธิบดีบารัค โอบามา โดยแท้

การที่รัฐบาลโอบามาต้องการจะกลับมาครองความเป็นใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกวาระหนึ่งนั้น เป็นพฤติการณ์ “ตอนจีน” อย่างเน็ตๆ

จากการสำรวจประชามติเมื่อไม่นานมานี้ปรากฏว่า ไม่ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งพรรคเดโมแครต รีพับลิกัน หรืออิสระ ล้วนถือว่าจีนคือประเทศที่เป็นศัตรูต่อกัน สัดส่วนขึ้นสูงตามลำดับ

ไม่ว่าป้ายโฆษณาหาเสียงของไบเดน หรือของทรัมป์ต่างได้โจมตีซึ่งกันในประเด็นยอมอ่อนข้อให้จีน และประกาศว่าตนคือผู้ที่มีความแข็งกร้าวต่อจีนที่แท้จริง

ฉะนั้น ผู้ใดที่ฝันหวานว่าปีหน้าเปลี่ยนประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐจะกลับสู่สภาพสมานฉันท์เหมือนครั้งหนึ่งในอดีตนั้น

คราวนี้คงไม่มีวัน

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เตือนประชาชนภาคใต้ตอนล่าง ระวังโรคไข้ปวดข้อยุงลายระบาดหน้าฝน ปฏิบัติตามมาตรการ 3 เก็บ
บทความถัดไปปลื้มสุด! ‘พล แคลช’ เผยโฉมลูกชาย ‘น้องพูน’ ขึ้นแท่นคุณพ่อลูกสอง