โคราชชง‘4อำเภอ’ใหม่ ดัน‘ปกครองพิเศษ’

กลายเป็นที่ฮือฮาเมื่อ นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าฯนครราชสีมา เสนอแนวคิดที่จะให้มีการจัดตั้งอำเภอในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ขึ้นมาใหม่อีก 4 อำเภอ จากเดิมที่มีอำเภอมากที่สุดในประเทศไทยอยู่แล้ว จำนวน 32 อำเภอ หากเพิ่มมาอีกก็จะมีมากถึง 36 อำเภอเลยทีเดียว

ปัจจุบัน จังหวัดที่มีอำเภอมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จ.นครราชสีมา 32 อำเภอ จ.ขอนแก่น 26 อำเภอ จ.อุบลราชธานี อุดรธานี และเชียงใหม่ มีจังหวัดละ 25 อำเภอเท่ากัน

นายวิเชียรมองว่า สาเหตุที่ขอจัดตั้งอำเภอเพิ่มขึ้นอีก 4 อำเภอ เนื่องจากเห็นถึงความยากลำบากในการบริการประชาชน รวมถึงความห่างไกลของพี่น้องประชาชนที่ต้องเดินทางไปรับบริการที่อำเภอ

ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อราชการ การทำเอกสาร จดทะเบียน ขึ้นทะเบียน และรักษาพยาบาลต่างๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลทำให้การเดินทางไม่สะดวกสบาย

ยกตัวอย่างเช่น ต.วังกะทะ, ต.คลองม่วง อยู่ห่างจาก อ.ปากช่องกว่า 40 กิโลเมตร ซึ่งโซนนี้จะมีทั้ง ต.วังหมี, ต.โป่งตาลอง และ ต.ระเริง ของ อ.วังน้ำเขียว ที่อยู่ห่างจาก อ.วังน้ำเขียวกว่า 30 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังมี ต.ห้วยบง ห่างจาก อ.ด่านขุนทด เกือบ 40 กิโลเมตร และ ต.หนองน้ำใส อยู่ห่างจาก อ.สีคิ้วกว่า 40 กิโลเมตร

ดังนั้น หากมีการจัดตั้งอำเภอขึ้นมาในพื้นที่ใกล้เคียง ก็จะทำให้มีหน่วยงานรัฐไปเปิดสำนักงานใกล้บ้านประชาชน ซึ่งจะทำให้ประชาชนเดินทางมาติดต่อราชการต่างๆ ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีตามไปด้วย

ทั้งนี้ การจัดตั้งอำเภอ นอกจากจะพิจารณาถึงระยะทางที่ห่างไกลแล้ว ยังต้องพิจารณาตามเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทยด้วย คือ 1 อำเภอ ต้องมีประชากรไม่น้อยกว่า 35,000 คน และต้องมีไม่น้อยกว่า 3 ตำบล

ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดกำลังพิจารณาพื้นที่จัดตั้งอำเภอใหม่อยู่ 4 อำเภอ ประกอบด้วย

1.ตั้ง อ.คลองไผ่ แยกออกจาก อ.สีคิ้ว, 2.ตั้ง อ.ห้วยบง แยกออกจาก อ.ด่านขุนทด, 3.ตั้ง อ.วังกะทะ แยกออกจาก อ.ปากช่อง และ 4.ตั้ง อ.กลางดง แยกออกจาก อ.ปากช่อง

โดยกำลังอยู่ระหว่างการเปิดเวทีประชาคม รับฟังความคิดเห็นของประชาชน เนื่องจากยังมีประชาชนบางตำบลที่ยังไม่เข้าใจ และยังมีความกังวล จึงต้องมีการรับฟังข้อเสนอ ปัญหาต่างๆ และทำความเข้าใจจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

เมื่อเสร็จแล้ว ก็จะนำข้อมูลมาเข้าสู่ที่ประชุมระดับกรมการจังหวัด และเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาตราพระราชกฤษฎีกาออกมาต่อไป หากไม่มีปัญหาอะไรคาดว่าจะสามารถเสนอได้ทันในงบประมาณปี 2565

ด้าน นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ นายอำเภอปากช่อง ระบุว่า อ.ปากช่อง มีพื้นที่ทั้งหมด 1,825 ตารางกิโลเมตร มีประชากรตามทะเบียนบ้านอยู่ประมาณ 196,800 คน หากรวมประชากรแฝงก็คาดว่าจะมีมากถึง 300,000 คน

แบ่งเป็น 12 ตำบล คือ ปากช่อง, กลางดง, จันทึก, วังกะทะ, หมูสี, หนองสาหร่าย, ขนงพระ, โป่งตาลอง, คลองม่วง, หนองน้ำแดง, วังไทร และพญาเย็น

ปัจจุบันในพื้นที่ อ.ปากช่อง มีการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับพื้นที่ผืนป่ามรดกโลก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

และยังได้รับอานิสงส์จากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ เช่น โครงการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูง, โครงการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช และโครงการรถไฟทางคู่

ด้วยความที่เป็นอำเภอขนาดใหญ่ จึงมีพื้นที่ห่างไกลจากตัวอำเภออยู่หลายตำบล โดยเฉพาะ ต.วังกะทะ และ ต.กลางดง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองปากช่องกว่า 40 กิโลเมตร ดังนั้นจึงทำให้การเดินทางมาติดต่อราชการในตัวอำเภอปากช่อง ค่อนข้างที่จะได้รับความยากลำบาก

จึงได้พิจารณา 2 ตำบลนี้ แยกออกมาเพื่อจัดตั้งเป็นอำเภอใหม่ขึ้น โดยจะควบรวมกับตำบลข้างเคียงอีก 2-3 ตำบล เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์

เบื้องต้นมีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้าน โดยเสียงสนับสนุนเห็นว่าเมื่อตั้งเป็นอำเภอแล้วก็จะมีหน่วยงานราชการมาตั้งอยู่ใกล้บ้าน สามารถเดินทางมาติดต่อราชการได้สะดวกยิ่งขึ้น โครงสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ก็จะได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้สมกับเป็นตัวอำเภอ การค้าการลงทุนก็จะมีมากขึ้นในอนาคต

ขณะเดียวกันเสียงที่คัดค้านนั้นมีเพียงบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในตำบลใกล้เคียงที่ถูกควบรวมเข้ามา ยังรู้สึกน้อยใจว่าอยากให้นำชื่อตำบลของตนเองตั้งเป็นชื่ออำเภอ เพื่อที่จะได้เป็นพี่ใหญ่ของอำเภอ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในพื้นที่ตำบลของตนเอง

ขณะที่ นายชัชวาล วงศ์จร ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ในอดีตในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เคยมีประชาชนเสนอขอแยกพื้นที่ 8 อำเภอรอบๆ อ.บัวใหญ่ ออกไปจัดตั้งเป็นจังหวัดใหม่ แต่ได้รับเสียงคัดค้านมาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเป็นการแยกลูกหลานย่าโมออกจากกัน

แต่กรณีของการแยกตำบลออกไปจัดตั้งอำเภอใหม่ครั้งนี้ต่างกัน เพราะอำเภอตั้งใหม่ยังอยู่ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ยังเป็นลูกหลานย่าโมเหมือนเดิม ดังนั้นมองว่าคงจะไม่มีเสียงคัดค้านแน่นอน

ส่วนดีมีหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจจะเห็นได้ชัด เพราะก่อนหน้านี้หากเป็นเพียงตำบล นักลงทุนต่างๆ ก็จะไม่ค่อยกล้าที่จะลงทุนมากนัก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และการบริหารจัดการยังไม่ค่อยสมบูรณ์

แต่เมื่อมีการจัดตั้งเป็นอำเภอแล้วก็จะมีหน่วยงานราชการระดับอำเภอมาอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการดึงงบประมาณมาพัฒนาพื้นที่ได้มากกว่าตำบล เมื่อนักลงทุนมองเห็นถึงศักยภาพการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ก็กล้าที่จะทุ่มงบประมาณมาลงทุนตั้งโรงงาน ตั้งบริษัทมากขึ้น

ขณะนี้ก็มีข่าวว่านักลงทุนหลายรายกำลังให้ความสนใจกับการจัดตั้งอำเภอใหม่นี้ หากมีความชัดเจนก็อาจจะเห็นการไปจับจองซื้อที่เพื่อลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กันอย่างคึกคักแน่นอน

มีหลายคนเป็นห่วงว่าด้วยความใหญ่โตของจังหวัดนครราชสีมา อาจจะทำให้การบริหารจัดการด้วยระบบเดิมเช่นนี้ เป็นไปด้วยความยากลำบาก ลำพังแต่จะให้ผู้ว่าฯเดินทางไปเยี่ยมทุกอำเภอ อำเภอละ 1 วัน ก็ต้องใช้เวลามากกว่า 1 เดือนแล้ว จึงอาจจะทำให้การบริหารจัดการได้อย่างไม่ทั่วถึง ซึ่งก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้

ดังนั้น จึงอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาระบบการบริหารจัดการจังหวัดนครราชสีมาใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นการปกครองแบบพิเศษ เช่น อาจจะให้เป็นจังหวัดปกครองตนเองเพื่อที่จะให้ประชาชนในพื้นที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯด้วยตนเอง คล้ายกับกรุงเทพฯ

ซึ่งการได้คนที่รู้จักพื้นที่และมีความรู้ ความสามารถเป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่มาดูแลปกครอง บริหารจัดการจังหวัด ย่อมจะดีกว่าการสับเปลี่ยนผู้ว่าฯมาดูแลแน่นอน

เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่าผู้ว่าฯมาอยู่เพียงแค่ 1-2 ปียังไม่ทันได้รู้จักพื้นที่ก็ไปแล้ว เมื่อคนใหม่เข้ามาก็ต้องมาเริ่มนับ 1 ใหม่ ซึ่งทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาหากเปลี่ยนมาเป็นจังหวัดปกครองตนเองจะทำให้เติบโตทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมแบบก้าวกระโดด

ต้องจับตาดูการทำประชาพิจารณ์หลังจากนี้ว่าคนพื้นที่จะเห็นด้วยกับการตั้ง 4 อำเภอใหม่หรืออาจก้าวกระโดดเป็นจังหวัดปกครองแบบพิเศษหรือไม่…

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘คิงเพาเวอร์’ พร้อมกระโดดอุ้มฟุตบอลไทย ยืมเงินจัดลีกได้
บทความถัดไปการเมืองเรื่องพลังงาน : ทำไมเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานจึงหอมหวาน