“ตราเพชร” โชว์ไตรมาส 2 กำไรเพิ่ม 14.24% โตสวนกระแสโควิด-19 ชงบอร์ดเคาะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

DRT โชว์ไตรมาส 2 กำไรเพิ่ม 14.24% โตสวนกระแสโควิด-19 ผลสำเร็จจากหลักบริหารโปรดักส์มิกซ์ “ตราเพชรทั้งหลัง”

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 (เมษายน-มิถุนายน 2563) ว่าบริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 172.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 150.92 ล้านบาท และหากรวมกำไรพิเศษจากการขายที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์ จะมีกำไรสุทธิรวมเป็น 182.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.27% เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิปีก่อน (หลังหักการตั้งสำรองผลประโยชน์ของพนักงานเกษียณอายุ 400 วัน) อยู่ที่ 132.05 ล้านบาท

ขณะที่รายได้รวมในไตรมาสดังกล่าวทำได้ 1,211.59 ล้านบาท ลดลง 3.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด COVID-19 ส่งผลให้ช่องทางขายผ่านห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ต้องปิดให้บริการเป็นการชั่วคราว

“ด้วยจุดแข็ง DRT ที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์สามารถนำไปก่อสร้างบ้านได้ทั้งหลังและความสำเร็จด้านบริหารจัดการ Product Mix ที่ให้ผลกำไรต่อหน่วยที่ดี และการบริหารต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเป็นไปตามเป้าหมาย และช่วยสนับสนุนผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ (มกราคม-มิถุนายน 2563) ของ DRT มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 340.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.60% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรจากการดำเนินงาน 316.54 ล้านบาท”

นายสาธิต กล่าวว่า จากความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรก จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกของปีนี้ต่อไป เพื่อตอกย้ำให้ DRT เป็นหุ้นปันผลที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนแผนงานครึ่งปีหลัง บริษัทฯ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยรักษาการใช้อัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 90% เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้ได้ตามเป้าหมายและบริหารสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่จะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นหลังภาครัฐคลายล็อกดาวน์ โดยมองว่าช่องทางจำหน่ายผ่านห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ จะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3 และลูกค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

ส่วนความคืบหน้าการลงทุนสายการผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์ NT-11 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าไม้สังเคราะห์อีก จำนวน 5.5 หมื่นตัน นายสาธิต กล่าวว่า คาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาสสุดท้ายปีนี้ตามแผนงานที่วางไว้ และเริ่มเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าเชิงพาณิชย์ได้ในต้นปี 2564 ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตของผลการดำเนินงานต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย-กรมปศุสัตว์ แจ้งความหม่อมถนัดแดก ทรมานสัตว์ ทำคลิปไก่หลุม ชี้ ขาดจริยธรรม
บทความถัดไปปลุกไทยเที่ยวไทย ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า