เฉลียงไอเดีย : ภากร ตั้งนุกูลกิจ ขับเคลื่อน‘ศิรกร’ด้วยจุดยืนบริหารอย่างเพียงพอ

เฉลียงไอเดีย : เปิดแนวคิดคลื่นลูกใหม่ ‘ภากร ตั้งนุกูลกิจ’ ขับเคลื่อน‘ศิรกร’ด้วยจุดยืนบริหารอย่างเพียงพอ

เฉลียงไอเดีย : เปิดแนวคิดคลื่นลูกใหม่ ‘ภากร ตั้งนุกูลกิจ’ ขับเคลื่อน‘ศิรกร’ด้วยจุดยืนบริหารอย่างเพียงพอ

แม้ปี 2563 จะมีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นปัจจัยเสี่ยงเหนือความคาดหมาย กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ในตลาดหุ้นไทย ยังคงเห็นภาพบริษัทเอกชนหลายราย ตบเท้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ บริษัท ศิรกร จำกัด (มหาชน) หรือ SK ผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง ผู้ให้บริการรับเหมาก่อสร้างสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้า และงานรับเหมาก่อสร้างโยธา เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับดีจากนักลงทุนจากราคาเสนอขายหุ้นละ 0.80 บาท ณ วันที่ 16 ตุลาคม ราคาขยับขึ้น 1.03 บาทต่อหุ้น

“ศิรกรถือเป็นบริษัทเดียวที่มีโรงงานผลิตและจัดจำหน่ายคอนกรีตอัดแรงครบทุกภูมิภาคภายในประเทศไทย รวมทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ ลำปาง กาฬสินธุ์ ชัยนาท ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา มีลูกค้าหลักคือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสายส่ง อาทิ สายดิน ครอบคลุมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)” ภากร ตั้งนุกูลกิจ กรรมการบริษัท และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศิรกร จำกัด (มหาชน) หรือ SK บอกเล่าธุรกิจของศิรกร

ปัจจุบันมีระดับแรงดันที่ทำได้สูงสุดอยู่ที่ 115 KV เป็นระดับสูงสุดของ กฟภ. คิดเป็นมูลค่าโครงการประมาณ 100 ล้านบาท ส่วน กฟผ. มีระดับแรงดันที่ทำได้สูงสุด 230 KV คิดเป็นมูลค่าโครงการ 300 ล้านบาทขึ้นไป และในอนาคตมีการประมูลโครงการระดับแรงดันสูงสุดที่ 550 KV ซึ่งจะทำให้มูลค่าโครงการมีมากกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโยธา ซึ่งมีโครงการตั้งแต่อาคาร กำแพงกันดิน เขื่อน และโครงการสะพานต่างๆ โดยธุรกิจก่อสร้างสายส่ง และก่อสร้างโยธา บริษัทสามารถใช้สินค้าของตัวเอง ที่มาจากโรงงานการผลิตทั้ง 6 แห่งได้ ไม่ต้องสั่งซื้อจากที่อื่น

รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อตามทันโลกที่พัฒนามากขึ้น อย่างการนำสายไฟฟ้าลงดินเพื่อเปิดทัศนียภาพที่สวยงาม “ภากร” บอกว่า ถือเป็นงานของบริษัทที่ทำอยู่แล้ว แต่ส่วนมากจะทำเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละจังหวัดมากกว่า เนื่องจากการนำสายไฟฟ้าลงดินตามพื้นที่รอบนอกไม่ได้คุ้มค่ามากนักในแง่ของต้นทุน

ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้ แบ่งเป็นการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง คิดเป็น 60-70% ของรายได้ อีก 30-40% มาจากงานรับเหมาก่อสร้างโยธา สายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5-8%

“ในช่วงเกิดการระบาดโควิด-19 ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่เป็นการกระทบในแง่ของการเกิดความล่าช้า อาทิ ไตรมาส 1/63 มีคำสั่งซื้อสินค้าเป็นรายได้รอรับรู้ที่ตุนไว้ก่อน เพราะขนส่งสินค้าไม่ได้จากมาตรการล็อกดาวน์ เช่นเดียวกับงานก่อสร้างที่หน้างานยังทำงานได้แต่ไม่สามารถส่งมอบโครงการได้ เพราะไม่มีผู้ตรวจรับ

งานในช่วงที่คนส่วนใหญ่ทำงานที่บ้านเป็นหลัก ซึ่งวิธีรับมือกับปัญหา หรือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ของบริษัทเสาไฟฟ้าแรงสูงและรับเหมาก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่คือ การตุนเม็ดเงินไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีสภาพคล่องมั่นคงและแข็งแกร่ง สมกับเป็นบริษัท (เสา) ไฟฟ้าแรงสูง” นายภากรกล่าวติดตลก แต่จริงจัง

ไม่แปลกใจเลยว่า ผู้บริหาร SK เล่าถึงการรับมือวิกฤตโควิดด้วยอาการนิ่งสงบ เพราะศิรกรก่อตั้งเมื่อปี 2532 เจอวิกฤตเศรษฐกิจหนักมาแล้ว ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2550 “ผมเริ่มงานปี 2549 แต่สามารถบอกได้ว่าทุกวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทมีหนี้สินน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้และการเติบโต เพราะเน้นบริหารงานจากเม็ดเงินสดที่มีอยู่เป็นหลัก ไม่ได้เติบโตจากกู้เงิน บริษัทจึงทยอยเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง”

บริษัทก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 172 ล้านบาท และหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯจะเพิ่มเป็น 230 ล้านบาท เป็นการค่อยๆ โตอย่างแข็งแรงในช่วง 30 ปีที่ทำธุรกิจ จากเดิมมีเพียงธุรกิจขายเสาไฟฟ้า มีโรงงานเพียง 1 แห่ง แต่ในขณะนี้ บริษัทครอบคลุมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันมากขึ้น

ตัดภาพมาที่การบริหารคนและบริหารธุรกิจ “ภากร” บอกว่า พนักงานในบริษัทมีอายุงานเฉลี่ยเกิน 10 ปี เพราะศิรกรไม่ได้เป็นธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีพิเศษมากนัก พนักงานจึงเป็นปัจจัยหลักสำคัญทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้อย่างดี จึงดูแลพนักงานเป็นอย่างดี ไม่ได้ให้แค่เงินเท่านั้น แต่ให้ความก้าวหน้าในอาชีพด้วย ระดับผู้จัดการหลายคนของที่นี่ล้วนเติบโตมาจากคนงาน

ส่วนแนวทางการบริการธุรกิจ “ภากร” ย้ำจุดเด่นบริษัท คืออยู่ในวงการธุรกิจนี้มานาน ตลาดรู้จักชื่อเสียงของบริษัทเป็นอย่างดี และมีจุดยืนเรื่องการใช้เงินบริหารธุรกิจที่ไม่ฟุ่มเฟือย หนี้สินไม่เพิ่มตามรายได้และกำไรที่ได้มา

ตอกย้ำว่าเป็นบริษัทที่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ตามโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่กำลังพัฒนาและเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

วิณัฐฏาภรณ์ ศิริโสม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ในหลวง โปรดเกล้าฯ ปชช.ถวายบังคมพระบูรพมหากษัตริย์ ปราสาทพระเทพบิดร 23 ต.ค.
บทความถัดไปซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ อยากถามว่าทำไมต้องทำร้ายประเทศไทย