มาสด้า บีที-50 ปิกอัพสายพันธุ์ใหม่

มาสด้า บีที-50 ปิกอัพสายพันธุ์ใหม่

เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา ค่าย มาสด้า ได้ฤกษ์เปิดตัวรถปิกอัพ มาสด้า บีที-50 (All-New Mazda BT-50) เจเนอเรชั่นใหม่

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถปิกอัพถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเกือบ 50% ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย ปี 2563 ที่ผ่านมา สัดส่วนการขายรถปิกอัพในปี 2563 อยู่ที่ 45% เติบโตจากปี 2562 มีสัดส่วนอยู่ที่ 43% ดังนั้นการเปิดตัว มาสด้า บีที-50 จึงเป็นอีกตัวแปรสำคัญสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยความแตกต่าง สร้างยอดขายและชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของมาสด้า มาสด้า บีที-50 ใส่ความโดดเด่นของ “โคโดะ ดีไซน์” (KODO Design) มีเอกลักษณ์เฉพาะ เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม เช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีตระกูล ซีเอ็กซ์-ซีรีส์ (CX Series)

ด้าน นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้ซื้อปิกอัพไม่ได้มองเแค่ความแข็งแกร่ง ความทนทานหรือประหยัดน้ำมันเท่านั้น วันนี้ลูกค้าใส่ใจทุกรายละเอียด แนวคิดการออกแบบคือ การผสมผสานความแข็งแกร่ง อึด ทน สไตล์ปิกอัพเข้ากับ โคโดะ ดีไซน์ เน้นเรียบง่าย แต่งดงาม จึงเกิดเป็นความโดดเด่น แตกต่างไม่เหมือนใคร แต่บ่งบอกได้ว่านี่คือ ปิกอัพสายพันธุ์ใหม่ของมาสด้า กระจังหน้าออกแบบด้วย ซิกเนเจอร์ วิง (Signature Wing) ขนาดใหญ่ รูปทรงด้านหน้าสไตล์รถเอสยูวี ดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายทรงสปอร์ต มิติตัวถังขนาดใหญ่

ห้องโดยสารเน้นวัสดุคุณภาพสูง แผงประตูเพิ่มความหรูด้วยการตกแต่งสไตล์เดียวกับเอสยูวี จัดวางตำแหน่งอุปกรณ์โดยให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางตามหลักการ ฮิวแมน แมชชีน อินเตอร์เฟซ (Human Machine Interface) ง่ายต่อการใช้งาน การรับรู้ข้อมูลการขับขี่รวมถึงสายเรียกเข้าหรือชื่อเพลงบนหน้าจอแบบสี MID (Multi-Information Display) ขนาด 4.2 นิ้ว เทคโนโลยีหน้าจอแบบ TFT (Thin-film Transistor Technology)

พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง เบาะไฟฟ้าปรับได้ 8 ทิศทางและระบบดันหลัง ควบคุมอุณหภูมิแยกปรับด้านซ้ายและขวา ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ลำโพง 8 ตำแหน่ง และมีลำโพงที่ติดตั้งบนหลังคา ช่องเสียบ USB กุญแจรีโมตอัจฉริยะ สตาร์ตเครื่องได้ด้วยรีโมต เปิดระบบปรับอากาศก่อนขึ้นรถ

มีระบบไฟในห้องโดยสารส่องสว่างอัตโนมัติทันทีเมื่อจับสัญญาณจากกุญแจรีโมต ระบบ อินโฟเทนเมนท์ (Infotainment) มาพร้อมหน้าจอแบบสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 9 นิ้ว ตั้งค่า โฮม สกรีน (Home Screen) ได้หลายแบบ รองรับ แอปเปิล คาร์เพลย์ แบบไร้สาย และแอนดรอยด์ ออโต ใช้งานไมราแคสต์ ( Miracast) แบบไร้สายผ่าน ไวไฟ รองรับการเชื่อมต่อแบบ มิรเรอร์ ลิงก์ (MirrorLink) มีระบบนำทางติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

เครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์เดียวกับอีซูซุ ดีแมกซ์ คือเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแรงดันสูง 250 MPa ให้ละอองน้ำมันละเอียด อยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบควบคุมการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำงานได้แม่นยำ อัตราประหยัดน้ำมันที่ดีที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร (ผลการทดสอบตามมาตรฐานยุโรป UN R101 Combine Mode) อยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาด รองรับน้ำมันได้ถึง B20

ระบบส่งกำลังมีให้ 2 ทางเลือก กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ระบบขับเคลื่อนที่มี 2 ทางเลือก ทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง รุ่น ไฮ-เรเซอร์ (Hi-Racer) กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รองรับการขับขี่ใบรูปแบบออฟโรดด้วยระบบ อิเลกทรอกนิก ดิฟฟ์-ล็อก (Electronic Diff-lock) ที่เฟืองท้าย อีกทั้งรุ่น ไฮ-เรเซอร์ (Hi-Racer) และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ สามารถลุยน้ำได้สูง 800 มิลลิเมตร

ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น กับคอยล์สปริงช่วยเพิ่มความนุ่ม ซับแรงกระแทกเข้าสู่ห้องโดยสาร พร้อมเหล็กกันโคลงหน้าช่วยเพิ่มการทรงตัว ชุดแหนบด้านหลังเพิ่มความสามารถในการบรรทุก

มีให้เลือก 3 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ รุ่น สแตนดาร์ด แค็บ (Standard Cab -STD) หรือกระบะตอนเดียว รุ่น ฟรีสไตล์แค็บ (Freestyle Cab -FSC) หรือกระบะตอนครึ่งรุ่นแค็บเปิดได้ และรุ่นดับเบิล แค็บ (Double Cab -DBL) หรือรุ่น 4 ประตู ติดตั้งระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย รุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน ESS ระบบช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC และติดตั้งถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง มีระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังรวมสูงสุด 8 ตำแหน่ง พร้อมกล้องมองหลัง

สำหรับรุ่น DBL Hi-Racer และรุ่น DBL ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใส่ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)

มีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน กันบลู (Gunblue) สีเทา คอนกรีต เกรย์ (Concrete Gray) สีแดง เรด โวคาโน (Red Volcano) สีดำ ทรู แบล็ก (True Black) สีขาว ไอซ์ ไวท์ (Ice White) และสีเงิน อิงกอท ซิลเวอร์ (Ingot Silver)

แบ่งเป็น 14 รุ่น ได้แก่ รุ่น STD 1.9 E ราคา 553,000 บาท รุ่น FSC 1.9 C ราคา 679,000 บาท รุ่น FSC 1.9 C Hi-Racer ราคา 714,000 บาท รุ่น FSC 1.9 C Hi-Racer 6 AT ราคา 768,000 บาท รุ่น FSC 1.9 S Hi-Racer ราคา 787,000 บาท รุ่น FSC 1.9 S Hi-Racer 6AT ราคา 832,000 บาท รุ่น DBL 1.9 C ราคา 771,000 บาท รุ่น DBL 1.9 S ราคา 847,000 บาท รุ่น DBL 1.9 S Hi-Racer ราคา 891,000 บาท รุ่น DBL 1.9 S Hi-Racer 6AT ราคา 936,000 บาท รุ่น DBL 1.9 SP Hi-Racer ราคา 1,012,000 บาท รุ่น DBL 1.9 SP Hi-Racer 6AT ราคา 1,070,000 บาท รุ่น DBL 4×4 3.0 SP ราคา 1,118,000 บาท และรุ่น DBL 4×4 3.0 SP 6 AT ราคา 1,153,000 บาท

นายพล

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้วาร์ดี้เตรียมผ่าไส้เลื่อน ต้องพัก 2-3 สัปดาห์
บทความถัดไป‘ธนกร’ ย้อน พท.ใช้อะไรคิด ‘บิ๊กตู่’ อยู่ 7 ปีไร้ประสิทธิภาพ สู้ ‘ไบเดน’ ทำงาน 1 วันไม่ได้