‘ปริญญ์’ เปิดพื้นที่พรรค ปชป. ชวนคนรุ่นใหม่ ‘เปิดอกถกทุกประเด็น’ ครั้งแรกปมเศรษฐกิจไทย – เมียนมา

‘ปริญญ์’ เปิดพื้นที่พรรค ปชป. ชวนคนรุ่นใหม่ ‘เปิดอกถกทุกประเด็น’ แลกเปลี่ยนเหล่ากูรู ร่วมหาทางออกประเทศไทยในทุกมิติ ครั้งแรกปมเศรษฐกิจไทย – เมียนมา

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคปชป.และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย ผุดไอเดีย ชวนคนรุ่นใหม่ ร่วมแบ่งปันแนวคิดและแสดงความคิดเห็น ในเวที “เปิดอกถกทุกประเด็น” พร้อมรับฟังมุมมองจากกูรูชั้นนำของทุกวงการ เกี่ยวกับประเด็นร้อนในสังคม ประเดิมครั้งแรกด้วยเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจไทย – เมียนมา และ ประเด็นร้อนระยะยาวอนาคตของอีคอมเมิร์ซ โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากทั้งทางออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊คไลฟ์และออฟไลน์ที่พรรคประชาธิปัตย์

โดยนายปริญญ์ กล่าวว่า เปิดอกถกทุกประเด็น เป็นการเปิดพื้นที่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ได้มาพูดคุยกันถึงเรื่องที่เป็นประเด็นร้อนในสังคม และเรื่องระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยความหมายของ”คนรุ่นใหม่”ไม่ได้จำกัดความที่อายุ แต่อยู่ที่หัวใจที่เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ พร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ และลงมือทำสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม ซึ่งในครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างการเมืองและเศรษฐกิจไทย – เมียนมา ที่เพิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองครั้งสำคัญ รวมถึงอนาคตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทย จากมุมมองของกูรูในภาคเอกชนชั้นนำ ภายใต้แนวคิด ‘การบริการสาธารณะที่ดีที่สุดต้องให้ภาคเอกชนที่มีความสามารถเป็นคนทำ เพราะภาครัฐไม่ได้รู้ทุกเรื่อง’ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพื้นที่นี้จะเป็นประโยชน์กับหลายท่าน

นายกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการปกครองของเมียนมา เกิดจากการที่พรรคการเมือง NLD ของอองซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ทำให้ฝ่ายความมั่นคง รู้สึกว่าไม่โปร่งใสเท่าที่ควร ได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบ และเลื่อนการประชุมสมัยสามัญออกไปก่อน แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล จึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทำให้หลายคนเป็นห่วงเรื่องทิศทางการค้า การลงทุนในเมียนมาก่อนอื่นต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองในลักษณะนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของเมียนมา แต่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังกลับไปเหมือนช่วงปฏิวัติครั้งก่อน เพราะวันนี้เมียนมาเดินหน้าไปไกลแล้ว การค้า การลงทุน และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่าง ๆ เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้น ทางด้านประชาชนก็ไม่ได้ต้องการกลับไปเป็นเหมือนอดีต รวมถึงฝ่ายความมั่นคงเองก็ไม่อยากโดนคว่ำบาตรจากนานาประเทศ ดังนั้นการค้า การลงทุนระหว่างไทย-เมียนมา ยังคงทำได้ แต่สิ่งที่ไทยทำได้วันนี้คือต้องใจเย็น และมองแต่ข้างหน้า คอยดูว่าเขาจะประกาศอะไรออกมา แล้วค่อยมาวิเคราะห์และเดินหน้าต่อ แม้เมียนมาจะเกิดการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ก็อย่าตื่นตระหนก เพราะเมื่อประเทศเหล่านั้นเลือกที่จะไม่เข้ามา ก็จะเป็นโอกาสเดินหน้าของประเทศไทย เพียงแต่ต้องมีแผนงานที่ชัดเจน

นายณัฐวิณ พงษ์เภตรารัตน์ รองประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา กล่าวว่า แม้ลักษณะประเทศจะใกล้เคียงกัน แต่เมียนมาเป็นประเทศที่ถูกปิดมานาน ทำให้แนวคิดต่างออกไป เราจะเอาสิ่งที่เราคิดหรือเห็นในเมืองไทย ไปตัดสินเขาไม่ได้ แน่นอนว่าเราไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องภายใน แต่ละประเทศมีการบริหารจัดการที่ไม่เหมือนกัน สำหรับเรื่องเศรษฐกิจ ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมาได้ปล่อยให้เดินหน้าต่อไปตามธรรมชาติ ไม่มีการบังคับให้ธุรกิจใดต้องปิด ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ไทยควรต้องคิดคือ ทำอย่างไรที่จะใช้โอกาสนี้มาสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ เดิมทีชาติตะวันตกลงทุนในเมียนมาน้อยมากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันเอง ตอนนี้เมื่อมีมาตรการบางอย่างออกมาจากชาติตะวันตก ก็จะทำให้ประโยชน์กลับมาอยู่ที่ไทย จีน และสิงคโปร์ เพราะมีชายแดนติดกัน และเมียนมายังต้องนำเขาสินค้าเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจระหว่างไทย-เมียนมา เดินต่อไปได้อย่างมั่นคง คือ การสนับสนุนให้การค้าชายแดนสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ทางด้าน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กูรูด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซของประเทศไทย ผู้ก่อตั้ง TARAD.com ได้แบ่งปันมุมมองอันน่าสนใจไว้ดังนี้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศเติบโตมากในประเทศไทย เพราะมีทุนสนับสนุนในระบบเป็นจำนวนมาก ทำให้ในปัจจุบันมีอิทธิพลกับคนไทย จนสามารถควบคุมกำลังซื้อได้แล้ว ส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กในชุมชน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมค่อย ๆ ถูกกลืนกิน และอาจจะหายไปใน 5 ปี รวมทั้งเงินไหลออกนอกประเทศ ถ้าอยากจะเดินหน้าต่อไปได้ ผู้ประกอบการธุรกิจไทยต้องกลับมาพัฒนาในด้านต่าง ๆ อาทิ การสร้างแบรนด์ให้แตกต่าง นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างประสิทธิภาพให้สินค้า การปรับความคิด มองตลาดออนไลน์มากขึ้น นำออนไลน์นำธุรกิจช่องทางอื่น ๆ หากมีไอเดียน่าสนใจ อยากให้ลองแล้วเดินเข้าไปคุยกับหน่วยงานรัฐ แล้วจับมือทำด้วยกัน ไม่ต้องรอให้รัฐทำ

ส่วนภาครัฐมีบางเรื่องที่ได้สนับสนุนไปแล้ว เช่น กระตุ้นให้คนไทยมาใช้ดิจิทัลมากขึ้น สร้างองค์ความรู้ การสนับสนุนให้มี 5G ฯลฯ แต่ก็มีสิ่งที่ควรทำเพิ่มเติมคือ พัฒนามาตรฐานของไทยในประเทศ และสกรีนตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ทะลักเข้ามา ตรวจสอบสินค้าเหล่านั้น เช่นเดียวกับที่ไทยต้องเจอเมื่อไปทำธุรกิจในต่างประเทศ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ประกอบการไทยด้วยวิธีใหม่ ๆ ด้วยการทำงานในรูปแบบบูรณาการความร่วมมือ เพื่อลดการทำงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพให้ผลลัพธ์ รวมทั้งควรสร้างคนกลางลงไปช่วยเหลือภาคเอกชนอย่างเป็นระบบด้วย

“สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนา คือ เราต้องทําตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วเสมอ ทำตัวเองให้กระหายที่จะเรียนรู้ในทุกวัน พื้นที่นี้จึงเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเสนอประเด็นที่ตนเองสนใจและแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่น ๆ โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมได้ทุกวันอังคาร เวลา 17.30 น. ณ พรรคประชาธิปัตย์ เพียงติดต่อผ่านไลน์ไอดี @prinnp” นายปริญญ์กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หมอเอก อัด ยิ่งตามการแก้โควิด ยิ่งค้นพบประยุทธ์ไม่รู้อะไรเลย ไว้ใจสภาความมั่นคงมากกว่าสธ.
บทความถัดไปยิงสนั่น! บิ๊กไบค์โหด ซิ่งตามลั่นไกใส่วัยรุ่นกลางเมืองหาดใหญ่ คาดเขม่นกันในผับ ตร. เร่งล่าตัว