เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ภาดล จันทร์ดอน ผกก.5 บก.ปอศ. เรียกตำรวจฝ่ายสืบสวน กก.5 บก.ปอศ.ประชุมวางแผนจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพขนธนบัตรดอลลาร์สิงคโปร์ปลอมจำนวนมากมาขายให้กับร้านแลกเงินบริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านสีลม ต่อมา พ.ต.อ.ภาดล, พ.ต.ท.ธนิต กรปรีชา พ.ต.ท.กริช วรทัต และ พ.ต.ท.ภูวเดช จุลกะเสวี รอง ผกก.5 บก.ปอศ., พ.ต.ท.ธนวัฒน์ แจ้งกระจ่าง พ.ต.ต.ประดิษฐ์ สุวรรดี พ.ต.ต.สมชาย เรืองแก้ว และ พ.ต.ต.จรัส แก้วสง่า สว.กก. 5 บก.ปอศ. นำกำลังเข้าพื้นที่เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าดังกล่าว พบมีหญิงวัยกลางคนแต่งกายภูมิฐานเดินถือซองกระดาษสีน้ำตาล จึงตรวจสอบข้อมูลกับสายลับยืนยันว่าหญิงคนดังกล่าวเป็นคนที่จะนำธนบัตรดอลลาร์สิงคโปร์ปลอมจำนวนมากมาหลอกขายให้กับร้านแลกเงิน
พ.ต.อ.ภาดลกล่าวว่า จากนั้นตำรวจชุดจับกุมจึงแสดงตัวและขอตรวจค้นหญิงคนดังกล่าว ทราบชื่อ นางอนัญญา (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี พบธนบัตรดอลลาร์สิงคโปร์ ฉบับละ 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ จำนวน 74 ฉบับ คิดเป็นเงินไทยมีมูลค่า 17,473,680 บาท บรรจุอยู่ในซองกระดาษสีน้ำตาลที่ถืออยู่ สอบถามเบื้องต้นรับว่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ทั้งหมดเป็นของตนที่จะเอามาขายให้กับร้านแลกเงิน จากนั้นขยายผลไปตรวจสอบรถยนต์ ที่อาคารลานจอดอีกแห่งย่านสีลม พบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐต้องสงสัย ฉบับละ 100 ดอลลาร์ อีกจำนวน 95 ฉบับ คิดเป็นเงินไทยมีมูลค่า 279,537 บาท จึงเชิญตัวพร้อมธนบัตรต้องสงสัยดังกล่าวมาทำการตรวจสอบที่ กก.5 บก.ปอศ. ผลตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ประจำสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสืบสวนปกป้องระบบทางการเงินของสหรัฐอเมริกาจากอาชญากรรมทางการเงินและอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากผู้ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ยืนยันว่าธนบัตรดอลลาร์สิงคโปร์ของกลาง และธนบัตรดอลลาร์สหรัฐของกลางดังกล่าวทั้งหมดเป็นธนบัตรปลอม จึงจับกุมนางอนัญญา ในฐานความผิด “มีไว้เพื่อนำออกใช้ธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศ (ดอลลาร์สิงคโปร์ และดอลลาร์สหรัฐ) อันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอมหรือแปลง” จับกุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมาย
พ.ต.อ.ภาดลกล่าวว่า ธนบัตรปลอมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นนั้น หากผู้ต้องหาสามารถนำไปแลกกับร้านค้าหรือบุคคลอื่นที่ตกเป็นเหยื่อก็จะทำให้ได้รับความเสียหายอย่างมาก เนื่องจากธนบัตรปลอมดังกล่าวหากคิดเป็นเงินไทยมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 17 ล้านบาท อันถือเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการร้านค้าธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินและธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในห้วงวิกฤตโควิดอยู่แล้ว และเชื่อว่าผู้ต้องหาไม่ได้กระทำผิดเพียงคนเดียว น่าจะยังมีผู้อยู่เบื้องหลังร่วมกันเป็นขบวนการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลหาตัวผู้ร่วมกระทำผิดต่อไป

