เร่งผู้ส่งออกปรับตัว !!  อียูออกกฎคุมเข้มพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เริ่มบังคับใช้ 3 กรกฎาคมนี้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกประกาศมาตรการทางการค้า เรื่องการสั่งห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single – Use Plastics Products : SUPs) ในอียู ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป โดยมาตรการนี้จะมีผลกับสินค้า 2 กลุ่ม คือ (1) มาตรการห้ามวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งในท้องตลาดอย่างเด็ดขาด จะบังคับใช้กับก้านสำลี (คอตตอนบัด) ช้อน ส้อม มีด จาน ไม้คนกาแฟ ก้านลูกโป่ง บรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำจากพอลิสไตรีน และถุงพลาสติกออกโซ (Oxo) และ (2) มาตรการให้มีสัญลักษณ์บนบรรจุภัณฑ์และหีบห่อของสินค้าเพื่อแสดงข้อมูลปริมาณพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ผลกระทบที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อมและวิธีการกำจัด โดยจะบังคับใช้กับผ้าอนามัย ทิชชู่เปียก บุหรี่ที่มีก้นกรอง และแก้วเครื่องดื่ม เป็นต้น ซึ่งอียูได้ให้เหตุผลของการออกมาตรการว่า พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งเป็นต้นเหตุของปัญหาขยะในทะเล และเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำ

นางอรมน กล่าวว่า ภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า อียูเตรียมกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการคุมเข้มการใช้พลาสติก เช่น กำหนดให้ขวดเครื่องดื่มพลาสติกโพลีเอทิลีนเทอพาทาเลท (PET) ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน จะต้องมีสัดส่วนของพลาสติกที่รีไซเคิลแล้วอย่างน้อย 25% ในปี 2568 และจะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2573 กำหนดให้ขวดน้ำที่จะวางขายในท้องตลาดได้จะต้องออกแบบให้มีฝาติดกับตัวขวดเท่านั้นภายในปี 2567 รวมถึงกำหนดให้ผู้ผลิตพลาสติกชนิดนี้ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและจัดการขยะพลาสติก และการสร้างความรู้ให้กับผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งแม้มาตรการเหล่านี้จะบังคับใช้กับประเทศสมาชิกอียู แต่จะมีผลต่อสินค้าจากทุกประเทศ รวมทั้งสินค้าที่ส่งออกจากไทยไปอียูด้วย

มาตรการดังกล่าว ชี้ให้เห็นแนวโน้มความสำคัญของการค้ากับสิ่งแวดล้อม ประกอบกับนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ของไทยก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์พลาสติกไปอียูจะต้องให้ความสำคัญและเร่งปรับตัว เพื่อที่จะสามารถรักษาตลาดในอียู หรือใช้โอกาสสร้างตลาดใหม่หากสามารถพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าให้ตอบสนองมาตรการใหม่ของอียูได้ โดยผู้สนใจค้นหาข้อมูลได้ https://ec.europa.eu/environment/topics/plastics/single-use-plastics_en

 

ทั้งนี้ ในปี 2563 อียู (27 ประเทศ ไม่นับสหราชอาณาจักร) เป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของไทย มูลค่าการค้ารวม 33,134 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอียูมูลค่า 17,637 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าสำคัญ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และรถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกของไทยไปอียู มูลค่า 417.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าสำคัญ เช่น โพลิอะซีทัล ถุงพลาสติก ภาชนะใส่อาหาร เม็ดพลาสติก และสารตั้งต้นของพลาสติกชีวภาพ เป็นต้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon