ครูบัลเล่ต์ แชร์ประสบการณ์ พ่อป่วยโควิดกับ ‘การเดินทางข้างใน’

13.07.21 | 18:35 น.

ครูบัลเล่ต์ แชร์ประสบการณ์ พ่อป่วยโควิดกับ ‘การเดินทางข้างใน’

เป็นอีกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่ใช้วิธีรับมืออย่างมีสติ กระทั่งผู้เป็นพ่อสามารถออกจากห้องไอซียูและมีอาการดีขึ้นตามลำดับ

โดยคุณแอม-ธนิสรา แก้วอินทร์ ครูบัลเล่ต์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Tanisara Kaewin” เล่าว่า #เพราะCovidมาทำให้เราโต

จากการเดินทางภายนอก ที่ครอบครัวเราเป็น Covid สู่การเดินทางข้างในของครอบครัว

จากวันแรกที่บ้านเราทยอยเดินออกจากบ้านไปรักษาตัวทีละคน สองคน จนมาถึงคนที่ 3 คือคุณพ่อ ของแอม หรือ คุณตาของเด็กชาย

📍ทำอย่างไร ถ้ารู้ว่าในบ้านเรามีคนเป็นCovid หรือกระทั่งตัวเราเองติด

Advertisement

หยิบหน้ากากมาใส่ 2 ชั้นทันที ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ พยายามแยกตัวให้ห่างที่สุด ถ้าทำไม่ได้ รักษาร่างกายให้มีภูมิคุ้มกันให้มากที่สุด ตอนนี้จะตำรับไหน ถ้าความรู้มาถึงหน้า ไม่เสียหลายที่จะลอง บ้านแอมเป็นบ้านยาไทยอยู่แล้ว เราดมน้ำมันกระชาย ดื่มน้ำต้มกระชาย น้ำขิง น้ำมะนาวทั้งเปลือก ได้ยา Homeopathy จากคุณหมอปอง ได้สมุนไพรต่างๆ จากพี่หญิง

ประกอบกับเรานอนเยอะมากและตากแดดบ่อยอยู่แล้ว แอมกับพี่ทิพย์ คุณแม่ และหลาน แยกตัวห่างจากคุณตา หลังทราบว่าคุณตาติดโควิด เราใส่ถุงมือสองชั้น ใส่หน้ากาก 2 ชั้น ในการเดินไปส่งข้าวส่งน้ำ ไปถามไถ่ ไปคุย

คุณตามีสะอึกไม่หยุด ป้าทิพย์นวดคุณตา เราโทรหา 1669 ถามวิธีการช่วยคนสะอึกนานกว่า 3 ชั่วโมง คุณหมอแนะนำล้วงคอเหมือนจะอาเจียน อาการสะอึกหายไป

คุณตาได้รับยาต้านไวรัสจากคุณหมอตั้งแต่วันแรก แต่โรงพยาบาลไม่มีที่ เรายินดีพาคุณตากลับมาดูแลต่อที่บ้าน ด้วยเข้าใจจริงๆ ว่า เตียงเต็ม เราเข้าใจจริงๆ ว่ามันต้องมีคนที่อาการหนักกว่าคุณตา กำลังรักษาอยู่ ทางเรายังโอเค เราคิดว่า พวกเราเอาอยู่ คุณตาก็โอเคและดูมีความสุขที่เรายังอยู่ด้วยกัน

วันที่ 24 มิถุนายน 64 เราเริ่มได้คุยเรื่องการเดินทางด้านใน ว่าคุณตารู้สึกอย่างไร กลัวไหม ถ้ากลัวทำอย่างไร เราเลือกแชร์กันว่า

ถ้า Covid คือการหายใจไม่สะดวก เราไม่เลือกการหายใจลึกๆ เป็นฐานของการภาวนา แต่เราเลือกการ กำมือ แบมือ มาให้เป็นฐานของการภาวนาของคุณตาแทน ซึ่งก็เป็นการเริ่มเดินทางด้านในที่ดี

วันที่ 25 มิถุนายน 64 ครบ 5 วันที่คุณตาอยู่บ้าน เราปฏิเสธโรงพยาบาลสนามไปวันก่อนเพราะเราคิดว่า ถ้าที่บ้านดูแลคุณตาได้แบบนี้ คุณหมอแนะนำว่าให้อยู่บ้านดีกว่า เราจึงสละที่นั้นให้คนอื่น วันที่ 25 เราเริ่มพบกว่าคุณตายืนจะเซ แอมอุ้มคุณตานอนลง เราผลัดกันนวดคุณตา ให้ทานยาหอมภูลประสิทธิ์ รีบโทรฉุกเฉิน 1669

และประจวบกับ รพ. ศิริราชปิยมหาราชการุณย์โทรมาถามอาการพอดี จึงได้แจ้งค่าออกซิเจนว่าตอนนี้ตกมาเหลือ 77 จากที่ปกติคือ 96 ทางศิริราชรีบปรึกษากันและยอมรับคุณตาเข้าฉุกเฉินและแอดมิดเข้า ICU

ระหว่างนั้น เราได้นวด และย้ำกับคุณตา เรื่องการภาวนาด้วยการกำมือ แบมือ ไม่ว่าคุณตาจะต้องอยู่คนเดียวหรือไม่ คุณตาจะมีลูกภาวนาไปด้วยกัน แค่ต้องกำมือ แบมือไปนะ

❤️นี่คือการเดินทางด้านนอกตามระบบจริงๆ
📍การเดินทางด้านในของครอบครัวเริ่มต้นขึ้น ด้วยการ “ยอมรับความจริง”

เมื่อเราได้รับโทรศัพท์จากคุณหมอ เพื่อประเมินอาการ เราเห็นว่า อาการคุณตาเริ่มแย่ลง

คุณหมอถึงกับเอ่ยปากว่า “คุณตาก็อายุมากแล้ว หมอคิดว่า…”

แอมรีบต่อ “จะตายเหรอคะ….จริงๆ ครอบครัวเราโอเคกับการจากพราก เราไม่ได้คิดว่ามันแย่ ถ้าคุณหมอรู้สึกว่าคุณพ่อไม่ไหว เรายินดีให้คุณพ่อไปได้เลยค่ะ เตียงนี้จะได้ส่งต่อให้คนอื่น พ่อจะได้ได้กุศลตรงนี้ด้วย”

คุณหมออึ้งไป แต่เรารู้ว่าคุณหมอสบายใจขึ้น เพราะคงเป็นญาติน้อยรายที่ไม่ฝากความหวังจนบ่าหมอต้องหนัก….ด้วยต้องยื้อเอาชีวิตคนที่รักให้กลับมาให้ได้ ….คุณยายจ๋า ท่านแม่ชีศันสนีย์ สอนด้วยการกระทำมาตลอด ว่าการจากพรากคือสิ่งที่งดงาม

คุณหมอบอกกับเราให้มั่นใจว่า ถ้าถึงเวลานั้น ทางการแพทย์มีวิธีการให้มอร์ฟีน ให้คนป่วยไปอย่างไม่ทรมานได้นะคะ ไว้ถึงเวลาเราค่อยมาคุยกันอีกที

📍เราปักธงว่า ทุกขณะต่อจากนี้คือกุศล
การเดินทางด้านนอกของคุณตา เราให้คุณหมอเป็นคนดูแล แต่การเดินทางด้านในที่จะเป็น Spritual Journey ให้คุณตานั้น คือหน้าที่ของลูกหลานและคนในครอบครัว การภาวนา การทำบุญทำทาน สามารถทำได้ง่ายมากขึ้น

คุณตาได้รับโอกาส ให้ VDO Call กับพวกเรา ซึ่งเราใช้ทุกครั้งเหมือนคนที่จะอยู่ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย….ถ้าใครไม่เคยคิดแบบนี้ อาจนึกว่าเราแช่งคนที่เรารักรึเปล่า แต่นี่คือการใช้โอกาสที่มีแต่ละขณะให้เป็นกุศลที่สุด ยังทบทวนการภาวนา กำมือ แบมือตลอด ให้คุณตารู้ว่าเราอยู่ด้วยกันในกุศล พวกเราจะสวดมนต์ไปด้วยกัน

ครอบครัวแห่งสติของเราใหญ่กว่าที่เราคิด เสถียรธรรมสถาน ทั้งสองแห่ง คุณยายจ๋า หลวงพ่อทั้งจากอังกฤษ จากไทย กัลยาณมิตรทุกท่านตลอดจนลูกศิษย์ ลูกหา ทีม ISV ร่วมสวดมนต์และภาวนาให้คุณตา

🙏นี่คือสิ่งที่พวกเราทำได้ เพื่อให้คลื่นความดีงามของเราเป็นพลังงานของการเดินทางด้านใน ไปเป็นกำลังให้กับการเดินทางด้านนอกของคุณตาที่อยู่ในการรักษาอยู่🙏

เราได้บอกรักกันก่อนที่คุณตาจะหลับไปกับท่อช่วยหายใจ ที่เราไม่รู้เลยจริงๆ ว่าคุณตาจะได้ตื่นมาอีกไหม การใส่ท่อหายใจในเคส Covid จะต้องให้ผู้ป่วยหลับยาว และคุณหมอจะจัดท่าคนไข้ในท่านอนคว่ำ และรักษาไปจนกว่าปอดจะทำงานดีขึ้น

📍8 กรกฎาคม 64 การเกิดใหม่อีกครั้งของคุณตา
คุณตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยคุณหมอหยุดให้ยานอนหลับ และถอดท่อช่วยหายใจ คุณตาบอกคุณหมอว่า “วันนี้วันเกิดผม อยากโทรหาลูก”

ทางคุณพยาบาลได้จัดให้เราได้โทรคุยกัน ในวันเกิดครั้งนี้ของคุณตา
…การเกิด อีกครั้งที่เราไม่คิดว่านี่คือเรื่องบังเอิญ…

วันนี้คุณตาออกจาก ICU แล้ว แต่การดูแลตัวเอง ทั้งกาย และการภาวนาของเรายังไม่หยุด การเปลี่ยนมา Focus ในสิ่งที่เราทำได้คือสิ่งที่เราสามารถช่วยกับสถานการณ์ Covid ในประเทศเราได้จริงๆ

❤️ถ้าเป็น Covid อย่าเพิ่งตกใจ คาดคั้นว่าเราต้องได้ที่รักษาด่วนจากหมอ…..กลับมารักษาใจเราและคนในบ้านก่อน เราจะยังอยู่ได้ค่ะ อันนี้จากประสบการณ์ที่ไปช่วยรับโทรศัพท์ที่ศูนย์เอราวัณเพื่อหาเตียงให้ผู้ป่วย เราควรให้คนที่หนักกว่าเราได้ที่ก่อนนะคะ เรากลับมาดูแลภูมิคุ้มกันเราได้ก่อน ถ้าจัดใจได้อย่างนี้ เชื่อเถอะ… เราจะรอด

❤️ เคสคุณตา อาจช่วยเตือนให้ใครที่ยังได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันรู้ว่า เราอาจไม่มีขณะหน้า ดังนั้น ทุกปัจจุบันขณะสำคัญจริงๆ

❤️บ้านเราให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวตาย หรือการก้าวผ่านความจากพรากด้วยกุศล ดังนั้น เราให้ความสำคัญกับ “สติ” ของคนที่ต้องสื่อสาร ทุกคนต้องทำงานเป็นทีม การสื่อสารต้องชัดเจน อยู่ในกุศล ไม่รน ไม่มีอะไรน่ากลัวจริงๆ

❤️ นี่คือโอกาสที่เราได้ทำกุศลให้เพื่อนร่วมทุกข์ของเรา ที่ทุกคนทำได้ อย่าเสียเวลา ต่อว่า ทวงสิทธิ แต่ให้ใช้ใจเรามาส่งพลังด้านในเพื่อยกใจคนข้างๆ เรากันดีกว่า

❤️แอมยังไม่ได้คิวฉีดวัคซีน แต่แอมคือคนที่ใกล้พ่อมากตอนอุ้มพ่อนอนลง แอม swab แล้วไม่ติดนะคะ ใครยังไม่ได้วัคซีน อย่าเพิ่งใจเสีย แต่ก็อย่าประมาท กันนะคะ

ปล. พวกเรายินดีให้กำลังใจ คำแนะนำ การคุยกัน กับใครที่กำลังเผชิญเรื่องแบบเดียวกันอยู่นะคะ