สปสช. เผยจ่ายชุดตรวจเอทีเคแล้วกว่า 5 หมื่นราย พบเก็บ ‘ค่าแอดมิด’ ล่วงหน้าแจ้งความทันที

สปสช. เผยจ่ายชุดตรวจเอทีเคแล้วกว่า 5 หมื่นราย ย้ำตรวจแล้วไม่มีอาการแยกกักที่บ้าน พบเก็บค่าแอดมิดล่วงหน้าแจ้งความทันที

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษก สธ. แถลงผ่านระบบออนไลน์ประเด็นการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยชุดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท หรือ เอทีเค (ATK)

นพ.จเด็จ กล่าวว่า กล่าวว่า สปสช. ร่วมกับ สธ. และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ใช้ชุดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ไปแล้ว 5 หมื่นกว่าราย พบได้ผลบวกประมาณกว่า ร้อยละ 10 และเมื่อนำกรณีผลบวกดังกล่าวไปเทียบกับการตรวจมาตรฐานความผิดพลาดไม่เกิน ร้อยละ 3 ดังนั้นจะเห็นว่าจุดตรวจต่างๆ ใช้ได้ผลดี ทั้งนี้ในการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งล่าสุด ได้มีมติขยายชุดตรวจฯ ให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงบางส่วนเพื่อตรวจเอง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการจัดหา และทีมวิชาการโดยกรมควบคุมโรคกำลังวางแผนกระจายจุดตรวจให้กับประชาชน

“เมื่อตรวจแล้วให้ผลตรวจเป็นบวก ก็จะนำเข้าสู่การรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) หรือ รักษาตัวในชุมชน (Community Isolation) หากมีอาการก็จะนำเข้าสู่ระบบการรักษาในโรงพยาบาลต่อไป” นพ.จะเด็จ กล่าว และว่า ขณะนี้ได้นำร่องสื่อสารกับคลินิกชุมชนอบอุ่นในกรุงเทพฯ 200 กว่าแห่ง และศูนย์สาธารณสุข 69 แห่ง ก็เริ่มทยอยตรวจมากขึ้น รวมถึงเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั่วประเทศเพิ่มเติมด้วย เพราะจะมีการทยอยให้ตรวจด้วย

ด้าน นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า กล่าวว่า ชุดตรวจเอทีเค เป็นชุดตรวจที่ตรวจได้ด้วยตัวเอง ทราบผลเร็วใน 15 นาที ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถคัดกรองผู้ติดเชื้อได้มาก อย่างไรก็ตาม การตรวจด้วยวิธีดังกล่าวไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคน คนที่ควรตรวจคือกลุ่มเสี่ยง เช่น มีญาติ มีคนใกล้ชิด มีการสัมผัสใกล้ชิดกัน หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง แล้วมีอาการ เช่น น้ำมูก ไอ จาม มีไข้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด -19 ขณะนี้ยังมีความรุนแรง

“ดังนั้น หากผลตรวจออกมาเป็นลบ ท่านยังต้องปฏิบัติตนเหมือนว่ามีความเสี่ยงตลอดเวลา เพื่อป้องกันตัวเอง และป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นด้วย หากผลตรวจออกมาเป็นบวกให้โทรสายด่วน สำคัญคือ สายด่วน 1330 และดูตัวเองเบื้องต้น”

นพ.รุ่งเรือง กล่าวและว่า กรณีหน่วยตรวจเชิงรุก และสถานพยาบาล เมื่อใช้ชุดตรวจดังกล่าวแล้ว พบผลเป็นบวก บุคลากรจะมีการประเมินอาการว่ามีความจำเป็นต้องเข้ารพ.หรือไม่ เช่น หอบเหนื่อย จะนำส่ง รพ.เพื่อรักษาต่อ ส่วนอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการ แต่ผลเป็นบวก จะให้ดูแลตัวเองที่บ้าน โดยจะมีทีมบุคลากรสาธารณสุข คอยติดตามอาการ มีทั้งฟ้าทะลายโจร และยารักษา ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดระดับออกซิเจน ให้ด้วย อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า ในกลุ่มที่ผลเป็นบวก จะต้องตรวจด้วยวิธีมาตรฐานอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) เพื่อยืนยันผล

ทั้งนี้ โฆษก สธ.กล่าวว่า กรณีคนที่มีอาการหวัด ซึ่งอาจจะใช่ หรือไม่ใช่โควิด-19 ก็ได้ หากผลออกมาเป็นลบ สามารถตรวจซ้ำหลังตรวจครั้งล่าสุด 3-5 วัน ได้ ระหว่างนี้ก็ต้องแยกตัวเอง สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างจากผู้อื่น ขอย้ำว่า ผลตรวจออกมาจะมีความถูกต้องมากที่สุดอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าท่านเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ หรือถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการ ชุดตรวจจะมีความแม่นยำสูง แต่ก็อาจจะมีผลลวงเช่นกัน แต่ไม่มาก ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของชุดตรวจว่าได้มาตรฐานหรือไม่ ถึงได้ย้ำให้มีการซื้อในร้านขายยา ไม่ควรซื้อออนไลน์ ซึ่งมีโอกาสเป็นชุดตรวจปลอมสูง นอกจากนี้ การเก็บตัวอย่างตรวจด้วยตัวเองก็สำคัญ

เมื่อถามถึงกรณีรพ.เอกชน เรียกรับเงินล่วงหน้า เพื่อรับประกันว่ามีเตียงรักษา นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า เรื่องนี้ สธ. รับทราบและจะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย วันนี้ภาพรวมเตียงในกทม. 70% อยู่ที่รพ.เอกชน หากประชาชนถูกเรียกรับเงินขอให้ร้องเรียนมาที่สายด่วนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)โทร 1426 กระทรวงสาธารณสุขจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะวันนี้ทรัพยากรเรามีจำกัด แต่ส่วนที่ยังสามารถดูแลผู้ป่วยได้ก็ต้องช่วยเหลือ ดูแลประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ดังนั้นหากเอกชนที่ยังทำการเก็บเงินอยู่ขอให้ยุติการกระทำ ถ้ายังทำอยู่ก็จะมีการดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คุมตัวคนงานกะเหรี่ยง ทำแผนฆ่าโบกปูนผู้รับเหมา สารภาพบันดาลโทสะ
บทความถัดไป‘มหาดไทย’ แจ้งกทม.-ผู้ว่าฯ พิจารณาปิดสถานที่-กิจการ เสี่ยงระบาดโควิด