ยูเอ็นเตือนภัย “ระดับแดง” ชี้ทั่วโลกกำลังเผชิญ “วิกฤตภูมิอากาศ”

(Elias Funez/The Union via AP)

ยูเอ็นเตือนภัย “ระดับแดง” ชี้ทั่วโลกกำลังเผชิญ “วิกฤตภูมิอากาศ” จี้เลิกใช้ถ่านหิน-เชื้อเพลิงฟอสซิล

รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมนี้ว่า คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด ระบุ โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตภูมิอากาศ ที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ จนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แล้ว ทำได้เพียงชะลอ เพื่อซื้อเวลาให้สามารถเตรียมการรับมือได้เท่านั้น

ทั้งนี้รายงานดังกล่าวซึ่งนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสรุปและอธิบายความจากการอ่านผลงานการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 14,000 ชิ้น ระบุว่า ระดับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศในเวลานี้สูงมากพอที่จะก่อให้เกิดปัญหากับสภาพภูมิอากาศต่อเนื่องต่อไปอีกหลายสิบปีหรืออาจเป็นหลายศตวรรษ

ปัญหาดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นเพิ่มเติมนอกเหนือจาก คลื่นความร้อนที่ทำให้ถึงตายได้, พายุเฮอริเคนรุนแรงขนาดมหึมา หรือภาวะภูมิอากาศแบบสุดโต่งต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นให้เห็นอยู่ในเวลานี้ และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการยูเอ็นระบุว่า รายงานฉบับนี้ถือเป็นการเตือนภัย “ระดับแดงสำหรับมนุษยชาติ” เป็นการเตือนภัยที่เสียงดังมากชนิดทำให้หูดับได้ “รายงานนี้คือสัญญาณบอกเหตุถึงการสิ้นสุดการใช้งานถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิล ก่อนที่ของเหล่านี้จะทำลายโลกของเรา” เลขาฯยูเอ็นระบุ

ทั้งนี้รายงานชิ้นนี้ให้รายละเอียดและสร้าวความเข้าใจได้อย่างครอบคลุมว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้ธรรมชาติของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรและส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร โดนระบุว่า หากปราศจากการดำเนินการขนานใหญ่โดยทันทีและรวดเร็วเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิของโลกเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเกินระดับ 1.5 องศาเซลเซียส ภายใน 20 ปีข้างหน้า ในขณะที่การรับปากว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนานาประเทศในเวลานี้ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศลดลงแต่อย่างใด

รายงานระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์อย่างชัดเจน ได้ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 1.1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับเฉลี่ยก่อนหน้าการปฏิวัติอุตสาหกรรม และสามารถเพิ่มสูงขึ้นไปอีก 0.5 องศาลเซลเซียส โดยไม่จำเป็นต้องไปเพิ่มมลภาวะในชั้นบรรยากาศแต่อย่างใด

ทั้งนี้การที่อุณหภูมิสูงขึ้นกว่าระดับ 1.5 องศาเซลเซียสนั้น สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนได้แล้ว โดยจตะก่อให้เกิดผลกระทบในระดับหายนะ อย่างเช่นเกิดความร้อนจัดถึงขนาดแค่ออกไปข้างนอกบ้านก็ทำให้เสียชีวิตได้ หากอุณหภูมิสูงมากขึ้นไปอีก สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือภาวะภูมิอากาศสุดโต่งที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะร้อนสุดขีด หรือภาวะฝนตกหนักไม่ลืมหูลืมตา

(AP Photo/Noah Berger)

โซเนีย เซนเนวีรัตเน นักวิทยาศาสตร์จาก อีทีเอช ซูริค ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนรายงานของไอพีซีซีชิ้นนี้ ระบุว่า “เรามีหลักฐานทุกอย่างเท่าที่จำเป็นในการแสดงให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ระหว่างวิกฤตภูมิอากาศแล้วในเวลานี้” ในขณะที่ เอ็ด ฮอว์กินส์ ผู้เขียนร่วม ระบุว่า การเพิ่มขึ้นทุกๆ เสี้ยวองศามีความหมายทั้งสิ้น โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น

แทมสิน เอดเวิร์ดส์ นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจาก คิงส์คอลเลจ ลอนดอน ผู้เขียนร่วมอีกคนระบุว่า สายเกิดไปแล้วสำหรับมนุษยชาติในการป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำเพาะบางสิ่งบางอย่างได้ อย่างเช่น การหลอมละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ ซึ่งจะละลายต่อเนื่องไปอีกนับสิบปีหรือนับศตวรรษ ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

“ตอนนี้เราก่อให้เกิดคุณลักษณะบางประการของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศขึ้นแล้วชนิดที่ไม่สามารถกู้คืนได้ภายในหลายร้อยหรือหลายพันปีข้างหน้า เท่าที่เราสามารถทำได้ในเวลานี้คือการจำกัดการร้อนขึ้นของโลก เพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ลงให้มากที่สุด”

แต่แค่การชะลอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โลกก็แทบไม่เหลือเวลาให้ดำเนินการแล้ว โดยถ้าหากโลกร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงมหาศาลในช่วง 10 ปีถัดไป อุณหภูมิเฉลี่ยก็จะยังสูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2040 และอาจเพิ่มเป็น 1.6 องศาในปี 2060 ก่อนที่จะทรงตัว แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันปรับลดลงให้มากพอ โดยปล่อยให้เป็นไปตามแนวโน้มที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถึงปี 2060 โลกจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2.0 องศาเซลเซียส และ 2.7 องศา ณ สิ้นศตวรรษนี้

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า โลกเราในอดีตเคยร้อนถึงระดับนั้นมาแล้ว เมื่อประมาณ 3 ล้านปีก่อน ในยุค ไพลโอซีน อีพ็อค ซึ่งระดับน้ำในมหาสมุทรในตอนนั้น สูงกว่าระดับน้ำในมหาสมุทรตอนนี้ ถึง 25 เมตร

โจรี โรเกลจ์ นักวิชาการด้านภูมิอากาศจากอิมพีเรียล คอลเลจ ซึ่งเป็นผู้เขียนร่วมอยู่ด้วยระบุว่า เราได้เปลี่ยนโลกของเราไปแล้ว แล้วเราก็ต้องรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นต่อไปอีกหลายศตวรรษ หรือสหัสวรรษ ในอนาคต แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกมากที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ถ้าหากเราเลือกที่จะทำในเวลานี้

NASA Earth Observatory

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon