เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังมีการเผยเเพร่คำวินิจฉัยคณะกรรมวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คณะ 3 ให้เปิดบัญชีทรัพย์สิน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเเละ นายวิษณุ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา
หลายฝ่ายอยากทราบที่มา “มติชน”จึงได้นำคำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 266/2564 คณะ 3
ที่นายพงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ อาผู้สื่อข่าว สำนักข่าวออนไลน์ The Matter ได้ยื่นอุทธรณ์คำร้องเรื่องอุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาให้อ่าน สรุปดังนี้
นายพงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ ผู้อุทธรณ์ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ถึง ป.ป.ช.ขอตรวจดูบัญชีทรัพย์สินของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และบัญชีทรัพย์สินของนายวิษณุ เครืองาม กรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2562
สำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือ ลับ ที่ ปช 0015/0401 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2564 ถึงผู้อุทธรณ์แจ้งว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ในกรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และนายวิษณุ เครืองาม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ในกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2557
ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปแล้ว ต่อมาพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายวิษณุ เครืองาม ได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวข้างต้น และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมและตำแหน่งใหม่ภายในหนึ่งเดือน จึงไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นเป็นหลักฐานตามมาตรา 105 วรรคสี่ แห่งพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายวิษณุ เครืองาม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อเป็นหลักฐานไว้ แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่อาจเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นเพื่อเป็นหลักฐานให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ที่ยื่นไว้เป็นหลักฐานและบัญชีดังกล่าวเป็นข้อมูลซึ่งมีลักษณะเฉพาะของบุคคลที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องห้ามมิให้เปิดเผย ตามมาตรา 26แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
สำนักงาน ป.ป.ช. จึงไม่สามารถเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายวิษณุ เครืองาม ที่ยื่น
เพื่อเป็นหลักฐานให้ผู้อุทธรณ์ตรวจดูได้
ผู้อุทธรณ์มีหนังสือลงวันที่ 8 เม.ย.64 ถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ อุทธรณ์คำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน ป.ป.ช. ดังกล่าว
ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือ ลับ ด่วนมาก
ที่ ปช 0015/1093 ลงวันที่ 30 มิ.ย.64 ถึงคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลในการปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ในกรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และนายวิษณุ เครืองาม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ในกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ก.ย.64 ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปแล้ว
ต่อมาพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายวิษณุ เครืองาม ได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวข้างต้น และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมและตำแหน่งใหม่ภายในหนึ่งเดือน จึงไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นเป็นหลักฐานตามมาตรา 105 วรรคสี่ แห่งพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ทั้งนี้ ตามข้อเท็จจริง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายวิษณุ เครืองาม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อเป็นหลักฐานไว้ แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่อาจเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นเพื่อเป็นหลักฐานให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป และไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ที่ยื่นไว้เป็นหลักฐาน ประกอบกับบัญชีดังกล่าวเป็นข้อมูลซึ่งมีลักษณะเฉพาะของบุคคลที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องห้ามมิให้เปิดเผย ตามมาตรา 36และกำหนดโทษผู้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ตามมาตรา 180 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติไม่เปิดเผยและไม่ส่งข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพลเอก ประยุทธ์ และนายวิษณุ แก่คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
อนึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
มิได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 16 ก.ค.62 ไว้เป็นหลักฐานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
โดยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนี้แม้คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีมติ
ไม่เปิดเผย และไม่ส่งข้อมูลข่าวสารที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ได้มีคำสั่งเรียกข้อมูลตามมาตรา 32 ประกอบมาตรา 39 แห่ง พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาเพื่อประกอบการพิจารณา แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้
โดยกรณีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พลเอก ประยุทธ์ และนายวิษณุ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ในกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ก.ย.57
ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปแล้ว
ต่อมาพลเอกประยุทธ์ และนายวิษณุ ได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวข้างต้น และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมและตำแหน่งใหม่ภายในหนึ่งเดือน จึงไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นเป็นหลักฐานตามมาตรา 105 วรรคสี่ แห่งพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
ต่อมาผู้อุทธรณ์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าตรวจดูบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ที่ได้ยื่นไว้ในปี พ.ศ. 2562 แต่สำนักงาน ป.ป.ช. ปฏิเสธการเปิดเผยโดยให้เหตุผลว่าเป็นข้อมูลซึ่งมีลักษณะเฉพาะของบุคคลที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องห้ามมิให้เปิดเผย ตามมาตรา 36แห่งพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561
กรณีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียว คือ บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพลเอก ประยุทธ์ กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2562 และบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายวิษณุ กรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2562เปิดเผยให้ผู้อุทธรณ์เข้าตรวจดูได้หรือไม่
เห็นว่า แม้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล่าวเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคลอันจะทำให้ทราบถึงสถานะทางการเงินของบุคคล
จึงเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ตามมาตรา 4แห่งพรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ
พ.ศ. 2540 หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่นโดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้นมิได้ ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 แต่อย่างไรก็ดี มาตรา 234(3) ของรธน .2560 และมาตรา 28(3) และมาตรา 102(1) แห่งพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินจากการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเสร็จแล้ว สำนักงาน ป.ป.ช. จะต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนได้รับทราบ โดยมีระยะเวลาเปิดเผย30วัน ณ สำนักงาน ป.ป.ช. และเผยแพร่ทางเว็บไซต์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยมีระยะเวลาเผยแพร่เป็นเวลา 180 วัน ตามข้อ 6ของประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. 2561
ส่วนการที่สำนักงาน ป.ป.ช. อ้างว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ที่ยื่นไว้เป็นหลักฐานนั้น เห็นว่า
การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพลเอก ประยุทธ์ เเละนายวิษณุ เครืองาม กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อปี พ.ศ.2562 แม้จะยื่นไว้เพื่อเป็นหลักฐานก็ตาม แต่จุดมุ่งหมายสำคัญที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรียื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ก็เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนเป็นการป้องกันปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ และการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจึงเป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. มีหน้าที่โดยตรงในการเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบตาม รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234(3) ประกอบมาตรา 59 และเมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการที่กำหนดไว้ตามมาตรา 15 แห่ง พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2549แล้ว มิใช่ข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด
ที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้ ประกอบกับผู้อุทธรณ์แจ้งความประสงค์ในการขอเข้าตรวจดูบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเท่านั้น ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. 2561ข้อ 7กำหนดว่า ภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามข้อ 6 หากมีการร้องขอเป็นหนังสือเพื่อขอตรวจดูบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบให้ผู้อำนวยการสำนักหรือผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดที่ครอบครองดูแลเอกสารดังกล่าวจัดให้ผู้ร้องขอเข้าตรวจดูสำเนาบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามข้อ 6ได้แต่มิให้คัดถ่ายสำเนาเอกสาร ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของสำนักงาน ป.ป.ช. ประโยชน์สาธารณะที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับ
การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว เห็นว่า
ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเปิดเผยโดยให้ผู้อุทธรณ์เข้าตรวจดูได้
ส่วนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พลเอก ประยุทธ์ กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏตามคำชี้แจงของสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า พลเอก ประยุทธ์ มิได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในปี พ.ศ. 2562ไว้เป็นหลักฐานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีจึงไม่มีเอกสารอันเป็นวัตถุแห่งการพิจารณาวินิจฉัยที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจะรับไว้พิจารณาได้ ดังนั้น จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัย อย่างไรก็ตามหากผู้อุทธรณ์ไม่เชื่อว่าเป็นความจริงสามารถใช้สิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา 13ประกอบมาตรา 33 แห่ง พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เพื่อขอให้ตรวจสอบความมีอยู่ของข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 35 แห่ง พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย จึงวินิจฉัยให้สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ
พลเอก ประยุทธ์ กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายวิษณุ กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกฯเเละรองนายกฯ เมื่อปี พ.ศ. 2562 โดยให้
ผู้อุทธรณ์เข้าตรวจดูได้ตามคำร้องขอ ซึ่งเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ.2561
โดยรายชื่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารชุดนี้ประกอบด้วย พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ หัวหน้าคณะที่ 3 ,พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ กรรมการ ,นายธนกฤต วรธนัชชากุลกรรมการ, ผศ.วรรณภา ติระสังขะ กรรมการ,นายพีระศักดิ์ ศรีรุ่งสุขจินดา กรรมการผู้รับผิดชอบสำนวนอุทธรณ์

