ประเทศไทยกับสิ่งท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน

ประเทศไทยกับสิ่งท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน

ปัจจุบันคำว่า “สิทธิมนุษยชน” เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศไทย แต่ยังมีสิ่งท้าทายที่สมควรพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขหรือเอาชนะในภาพรวมของประเทศไทย บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวทางวิชาการที่ไม่ผูกพันคณะกรรมการซึ่งผู้เขียนเป็นกรรมการแต่อย่างใด สรุปได้ ดังนี้

1.ความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับและประชาชนทั่วไป ปัจจุบันความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในเจ้าหน้าที่บางระดับและบางนาย รวมถึงประชาชนเพียงบางส่วน ควรมีการสำรวจความคิดเห็น (Survey) ว่าเจ้าหน้าที่ทุกระดับรวมทั้งผู้บริหารระดับสูงที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และประชาชน ว่ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่และประชาชนเห็นว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องไกลตัวและน่าเบื่อ สำหรับเจ้าหน้าที่นั้นสิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องทั้งการปฏิบัติหน้าที่และชีวิตส่วนตัว จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาของประเทศและหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านสิทธิมนุษยชนศึกษา (Human Rights Education) ว่าจะทำอย่างไรให้มีการศึกษาสิทธิมนุษยชนแพร่หลายกว้างขวางทั่วประเทศ โดยทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวทั้งชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัวตลอดจนไม่น่าเบื่อ จริงๆ แล้วสิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน เช่น หญิงตั้งครรภ์ไปฝากท้องกับโรงพยาบาลแล้วโดนแซงคิวในการพบแพทย์ สมัครสอบเข้าศึกษาในโรงเรียนหรือสมัครสอบเข้าทำงานแม้คะแนนดีแต่ปรากฏว่าคนอื่นที่คะแนนต่ำกว่าได้เข้าศึกษาหรือเข้าทำงาน หรือไปติดต่อสถานที่ทำพิธีทางศาสนาให้กับ
ผู้ตายแล้วถูกปฏิเสธเพราะไม่มีเครือข่าย (connection) เป็นต้น และสิทธิมนุษยชนศึกษาไม่ควรอยู่แต่ในตำราวิชาการเท่านั้น ยังสามารถอยู่ในรูปแบบอื่นๆ โดยปัจจุบันอาจสอดแทรกในสื่อบันเทิง เช่น ภาพยนตร์หรือละคร เป็นต้น นอกจากนั้นมักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าแนวคิดหลักสิทธิมนุษยชนทั้งหมดมาจากซีกโลกตะวันตก ซึ่งแนวคิดในเรื่องนี้ก็มีทั้งในซีกโลกตะวันออกและประเทศไทยมาตั้งแต่อดีต และในขณะนี้สิ่งท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนศึกษา คือ การขาดแคลนวิทยากรที่มีทักษะพิเศษในการถ่ายทอดให้กลุ่มผู้เข้ารับการศึกษาหรืออบรมเห็นว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องใกล้ตัว น่าสนใจเป็นประโยชน์ทั้งการทำงานและชีวิตส่วนตัว หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาเร่งสร้างวิทยากรที่มีทักษะพิเศษให้เพียงพอโดยเร็ว โดยจัดให้มีสิ่งดึงดูดใจผู้มาเป็นวิทยากรในเรื่องสิทธิประโยชน์ (incentive) ต่างๆ ที่น่าสนใจที่นอกเหนือจากตัวเงินด้วย เช่น การมอบรางวัลและประกาศให้สังคมทราบ การส่งเสริมให้ไปดูงานหรือเข้าฝึกอบรมเพิ่มเติมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น นอกจากนั้นปัจจุบันสังคมสนใจให้ความสำคัญกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defender) แต่ค่อนข้างละเลยไม่ให้ความสำคัญแก่วิทยากรด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Instructor/Disseminator) เท่าที่ควร ทั้งนี้
หากมีการให้ความรู้เผยแพร่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชนอย่างมีประสิทธิผล การละเมิดสิทธิมนุษยชนก็จะลดน้อยลง รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกับเจ้าหน้าที่ก็จะลดลงด้วย

2.การเปลี่ยนความคิด (Mind Set) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วน จาก “สิทธิมนุษยชนเป็นข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการปฏิบัติงาน” เป็น “สิทธิมนุษยชนมีส่วนสำคัญในการบรรลุภารกิจด้วยดีและเป็นที่ยอมรับเชื่อถือของประชาชนและประชาคมโลก” คือ ต้องเปลี่ยนความคิดและทัศนคติของเจ้าหน้าที่บางส่วนจากลบเป็นบวก เพราะหากยังมีความคิดเชิงลบจะมีส่วนทำให้จิตใจไม่ยอมรับและไม่ยอมเข้าใจในสิทธิมนุษยชน แล้วจะมีโอกาสสูงมากที่ปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดและละเมิดสิทธิมนุษยชนจนส่งผลกระทบต่อตัวเองทำให้ต้องรับผิดทางอาญา แพ่ง และวินัยได้ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและประเทศต่อไป แต่หากคิดเชิงบวกย่อมจะเป็นผลดีต่อตัวเอง องค์กร และประเทศชาติ

3.หน่วยงานของรัฐนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไปพิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง กสม.เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้วเสนอมาตรการแก้ไขต่อบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการให้รายงานต่อรัฐสภา หรือเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษต่อเจ้าหน้าที่รวมทั้งหน่วยงานของรัฐได้เหมือนองค์กรอิสระอื่นๆ เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นต้น ทำให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐไม่ให้ความสำคัญกับข้อเสนอแนะของ กสม.เท่าที่ควร ซึ่งพิจารณาเห็นว่าอำนาจหน้าที่ดังกล่าวของ กสม.ในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็เหมาะสมและเป็นไปตามหลักสากล สำหรับในต่างประเทศการรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม.ต่อรัฐสภาหรือแจ้งให้สังคมทราบ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ ไม่จำเป็นต้องให้คุณให้โทษได้เหมือนองค์กรอิสระอื่น การทำให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้ความสำคัญต่อข้อเสนอแนะของ กสม.นั้น สามารถดำเนินการได้สามประการ ดังนี้

1.) ประสานงานกับบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (TRIS) ซึ่งมีหน้าที่เจรจาจัดทำตัวชี้วัดกับหน่วยงานของรัฐ โดยขอให้มีการกำหนดตัวชี้วัดที่มีคะแนนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักมากพอสมควรและไม่ง่ายเกินไปเกี่ยวกับการคุ้มครองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของหน่วยงานของรัฐ ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าทุกหน่วยงานของรัฐและผู้บริหารให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดเป็นอย่างยิ่ง

2.) คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ….ทั้งของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พิจารณาเห็นชอบให้ กสม.ให้ข้อมูลในระหว่างการประชุมพิจารณาว่าปีงบประมาณที่ผ่านมามีหน่วยงานของรัฐคุ้มครองส่งเสริมหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เพียงใด เพื่อประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณต่อไป เป็นที่ทราบกันดีว่างบประมาณรายจ่ายของแต่ละหน่วยงานของรัฐเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิบัติราชการ นอกจากนั้น กสม.ควรพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้สามารถนำเสนอข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนของหน่วยงานของรัฐให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ด้วย และ 3.) กสม.เผยแพร่ให้หน่วยงานของรัฐและสาธารณชนทราบอย่างกว้างขวางว่า ความเห็นหรือข้อเสนอแนะของ กสม.โดยเฉพาะเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนสามารถนำไปอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือต่อองค์กรอื่น เช่น ศาล

ปกครอง ศาลยุติธรรม หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐทั้งทางคดีอาญา แพ่ง หรือวินัยต่อไป หากมีการดำเนินการทั้งสามประการข้างต้น จะส่งผลให้บทบาทของ กสม.เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานของรัฐและประชาชนยิ่งขึ้น ในส่วนของ กสม.เองก็มีสิ่งที่ท้าทายอีกเรื่องหนึ่ง คือ การออกแถลงการณ์หรือชี้แจงความเห็นแม้ปัจจุบันค่อนข้างรวดเร็วแล้ว แต่ปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการบังคับใช้กฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนมักไม่ทราบถึงแถลงการณ์หรือการชี้แจงของ กสม.เท่าที่ควร และควรสื่อสารให้ประชาชนทราบกันอย่างแพร่หลายและกว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย

4.บทบาทของภาคเอกชนในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันยังมีความเข้าใจที่คลาด เคลื่อนอย่างกว้างขวางว่าเป็นเพียงหน้าที่เฉพาะของหน่วยงานของรัฐเท่านั้นที่มีหน้าที่ต้องส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แท้จริงแล้วภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจทั้งมีส่วนเกี่ยวข้องและมีหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ มีหน้าที่คุ้มครองปกป้องสิทธิมนุษยชนของพนักงานลูกจ้าง หรือการประกอบกิจการธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมหรือผู้บริโภคตลอดจนสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนด้วย ในเรื่องนี้ขอยกย่อง กสม.ชุดที่มีนายวัส ติงสมิตร เป็นประธานกรรมการ และนางประกายรัตน์ ตันธีรวงศ์ เป็นกรรมการ ที่ได้ริเริ่มนำเสนอหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights-UNGPs) มาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประเทศไม่ว่าจะเป็นการจัดการประชุม การสัมมนา หรือการบรรยาย ซึ่ง กสม.ชุดปัจจุบันและชุดต่อๆ ไป รวมทั้งหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ควรขยายผลต่อไปร่วมกับสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม หอการค้าต่างประเทศต่างๆ หอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย เป็นต้น ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้สัมฤทธิผลต่อไป

5.การเข้าใจและยอมรับนับถือซึ่งกันและกันระหว่าง NGO และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกับหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ การไม่เข้าใจและการไม่ยอมรับระหว่างสองฝ่ายข้างต้นเกิดขึ้นในทุกประเทศ หากเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมชาติหรือธรรมดาแล้วปล่อยไว้ไม่พยายามแก้ไขปัญหาก็ไม่ถูกต้อง กสม. กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย ควรร่วมกันพิจารณาดำเนินการหาหนทางลดการไม่เข้าใจและการไม่ยอมรับซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายแรก NGO และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องมีเจตนาหรือวัตถุประสงค์บริสุทธิ์ และเหตุผลในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ปราศจากอคติว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมักละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนฝ่ายแรกต้องไม่มีวาระซ่อนเร้นเพื่อผลประโยชน์แอบแฝง ส่วนฝ่ายหลังหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ก็ต้องพยายามเข้าใจถึงความปรารถนาดีของฝ่ายแรกเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น การทำให้ปราศจากอคติเป็นเรื่องที่ยากแต่ก็ต้องทำเพื่อลดอคติให้มากที่สุด

สรุป สิ่งที่ท้าทายข้างต้นไม่ได้เป็นเรื่องยากสุดวิสัยที่จะแก้ไขหรือเอาชนะแต่อย่างใด ทุกปัญหามีทางออก มิใช่ทุกทางออกมีปัญหา เพียงทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่าเป็นสิ่งท้าทายต้องพยายามช่วยกันแก้ไขหรือเอาชนะ ก็ถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับประเทศไทย หากองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาขับเคลื่อนเชิงรุกอย่างจริงจังต่อไป มั่นใจได้ว่าประชาชนเจ้าของประเทศและหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้รับประโยชน์อย่างแน่แท้

พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์
กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม
กรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon