‘พิชัย’ ลั่น พท. เป็นรบ.ลดราคาน้ำมันดีเซล 5 บาท แนะ ’บิ๊กตู่’ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ด้านเศรษฐกิจ และ อดีตรมว. พลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันได้เพิ่มขึ้นสูงมาก โดยราคาน้ำมันได้เพิ่มขึ้นแล้ว 6 ครั้งในระยะเวลาหนึ่งเดิอน สร้างความลำบากซ้ำเติมให้กับประชาชนอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด แถมยังมาเจอกับน้ำท่วมหนัก อีกทั้งค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงประมาณ 10% จากเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอจากความล้มเหลวของพล.อ.ประยุทธ์ โดยแนวโน้มในต่างประเทศราคาน้ำมันดิบที่ปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 70-80 เหรียญต่อบาเรล และยังมีทิศทางที่จะขึ้นราคาต่อไปอีก โดยคาดหมายกันว่าราคาอาจจะถึง 90 เหรียญต่อบาเรลได้ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างมาก ดังนั้นจึงอยากให้มั่นใจหากมีการเลือกตั้งโดยเร็ว และ ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยจะลดราคาน้ำมันดีเซลทันทีลิตรละ 5 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งสามารถทำได้แน่นอนหลังตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาสูงมากราคาสูงถึง 120-130 เหรียญต่อบาเรล จึงมีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพียงลิตรละ 0.01 บาท เท่านั้น หรือ แทบไม่เก็บเลย แต่เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ รัฐประหารเข้ามาบริหารประเทศ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ลดลงมาก บางปีลดต่ำถึง 30-40 เหรียญต่อบาเรลเท่านั้น เมื่อราคาลดลงพลเอกประยุทธ์จึงได้เก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงลิตรละ 5.99 บาท และเมื่อรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วภาษีจะเพิ่มถึงลิตรละ 6.41 บาทเลย ซึ่งทำให้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงเพราะต้องจ่ายภาษีสูง ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบขึ้นราคารัฐบาลก็ควรจะลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลงและต้องทำ ดังนั้นการลดราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท สามารถทำได้จริงและพรรคเพื่อไทยจะลดราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนแน่นอนหากได้บริหารประเทศ ซึ่งหากจำกันได้พรรคเพื่อไทยได้เคยยกเว้นการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราวทำให้ราคาน้ำมันลดลงสูงสุดถึงลิตรละ 7.50 บาทเลย ที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว

นายพิชัย กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ได้แนะนำนายกฯ หลายครั้งแล้ว รวมถึงผมได้รับเชิญให้ไปเสนอความเห็นต่อคณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนฯ ในเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนี้ แต่พลเอกประยุทธ์ไม่ได้สนใจ เหมือนไม่รู้สึกถึงความเดือดร้อนของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลควรใช้กองทุนน้ำมันในการแทรกแซงและรักษาเสถียรภาพของราคาไม่ไห้ราคาน้ำมันสูงขึ้นเร็วเกินไป ซึ่งกองทุนน้ำมันสามารถเข้าแทรกแซงราคาได้ในทันที และกองทุนมีเงินอยู่เป็นจำนวนมากหลายหมื่นล้านบาท และผมขอทวงคืนเงินจากกองทุนน้ำมันที่เป็นของประชาชนแต่รัฐบาลกลับโอนกลับไปเป็นรายได้ของรัฐจำนวนเป็นหมื่นล้านบาทในหลายปีที่ผ่านมา เงินนี้เป็นของประชาชน โดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน หลายปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันลดลงมาก และอยู่ในระดับตำ่มาตลอด เงินกองทุนน้ำมันที่เก็บได้จนล้นและมีการโอนไปเป็นรายได้ของรัฐบาลซึ่งผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องคืนเงินกองทุนที่โอนไปนี้กลับมาคืนประชาชนเพื่อจะใข้สนับสนุนราคาน้ำมันในช่วงนี้

ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ดำเนินการ 2 เรื่องนี้ คือ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพราะน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนของสินค้าหลายชนิด และยังเป็นต้นทุนของการขนส่ง และ การใช้เงินกองทุนน้ำมันแทรกแซงราคาน้ำมันโดยด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามลำบากนี้ การช่วยเหลือประชาชนที่กำลังลำบากสำคัญที่สุด ซึ่งหากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เข้าใจความลำบากของประชาชนในเรื่องนี้ พรรคเพื่อไทยจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างแน่นอนเมื่อได้เป็นรัฐบาล

นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังควรเข้าไปดูในโครงสร้างราคาน้ำมัน เช่น เรื่องราคาหน้าโรงกลั่นที่ยังสูงกว่าของสิงคโปร์ และ ค่าการตลาดที่ยังสูงและสามารถลดลงได้ อีกทั้งราคาพลังงานที่ผลิตจากพืชพลังงานทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลที่มีราคาสูง เป็นต้น โดยโครงสร้างราคาพลังงานทุกชนิดควรจะต้องมีการตรวจสอบเพื่อไม่ให้เอาเปรียบประชาชนมากเกินไปรวมถึงโครงสร้างราคาไฟฟ้าด้วย

หากจำกันได้พล.อ.ประยุทธ์ เคยต่อว่าตนว่าปัญหาพลังงานมีมาก และเรียกไปปรับทัศนคติในครั้งที่ 2 ในปี 2558 โดยที่เป็นข่าวใหญ่ ทั้งที่ในอดีตปัญหาหลักของพลังงานคือราคาพลังงานมีราคาสูงจากราคาตลาดโลก แต่หลายปีต่อมาราคาพลังงานในโลกลดลงอยู่ในระดับต่ำมาตลอด พล.อ.ประยุทธ์ กลับบริหารเรื่องพลังงานได้ล้มเหลว และ ย่ำแย่หนัก มีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลสูงมาก ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ลดลง การผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการ 40-50% ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงกว่าความจำเป็น ใช้เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานแบบสะเปะสะปะจนเป็นข่าวการทุจริตคอรัปชั่น และที่สำคัญอาจถูกหลอกว่า “อย่าทำให้ราคาพลังงานถูก เพราะคนจะใช้แบบไม่ประหยัด” ซึ่งไม่จริง เพราะเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของบริษัทพลังงานเพื่อสร้างกำไรให้กับบริษัทเป็นจำนวนมหาศาลทุกปี ทั้งที่ความจริงประเทศที่พลังงานราคาถูก เศรษฐกิจจะฟื้นได้เร็วเช่นในสหรัฐ ดังนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ต้องตามให้ทัน ทั้งนี้ ในขณะที่น้ำมันแพงประชาชนเดือดร้อนกันมาก บมจ. ปตท. กลับกำไรอย่างมาก และ ประกาศจะทุ่ม 1.8 ล้านล้านบาทเพื่อลงทุน ซึ่งก่อนจะลงทุนควรจะช่วยเหลือประชาชนก่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สปน. เริ่มปรับลด WFH ต.ค.นี้ เป็น 90-85% เข้ม มาตรการป้องโควิด สั่งตรวจ ATK ทุก 3 วัน
บทความถัดไปส.บ.ม.ท.หนุนคืนอำนาจแต่งตั้ง-โยกย้ายให้สพท. ลดทำงานซ้ำซ้อน