AWCทุ่มพัฒนา3โปรเจคแลนด์มาร์ค เป้าไทยเป็นประเทศปลายทางท่องเที่ยวจากทั่วโลก ชี้’ลองสเตย์’มาแรง

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า การเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการฟื้นตัวของแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งโรงแรมและที่พัก ธุรกิจค้าปลีก และการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผลจากการเปิดประเทศ ในระยะแรกๆถึงกลางปี 2565 สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป คาดว่าจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงการจัดประชุมสัมมนาระดับนานาชาติซึ่งปกติการจัดเตรียมต้องใช้เวลาในการจองล่วงหน้า 1-2 ปี ซึ่งช่วงแรกของการเปิดประเทศ กลุ่มที่จะเข้ามาก่อนคือผู้บริหาร นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง เพราะต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการกักตัวและประกันปลอดจากโควิด อีกทั้งกลุ่มที่กำลังมาแรงคือกลุ่มใช้เวลาในการพักผ่อนนานขึ้นและจองที่พักระยะยาว(Long Stay) จาก 7-14 วัน เป็น 1-3 เดือน ดูจากสัดส่วนการจองโรงแรมในกลุ่ม AWC มีสัดส่วนถึง 20% จากก่อนหน้านี้เพียง 2-3 % สะท้อนว่าประเทศไทยยังเป็นแหล่งพักผ่อนและท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม และมีความพร้อมในทุกด้าน ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายดึงต่างชาติมาลงทุน หรือใช้ไทยเป็นฐานตั้งสำนักงานสาขา รวมถึงเปิดการพักอาศัยหรือถือครองอสังหาริมทรัพย์จะช่วยผลักดันอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมที่พักไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง

“ หลายประเทศเปิดประเทศและลดหรือยกเลิกสเตทควอรันธีน(กักตัวผู้เดินทาง)กันแล้ว แต่ไทยยังติดเรื่องนี้ อาจทำให้นักท่องเที่ยวยังไม่ตัดสินใจมาไทยเพราะต้องใช้เวลาเรื่องการกักตัวด้วย หากพื้นที่ใดยกเลิกการท่องเที่ยวก็จะเพิ่มทันที บวกกับรัฐออกมาตรการกระตุ้น”เราเที่ยวด้วยกัน”ถือเป็นเรื่องที่ดี ช่วยกระตุ้นและสร้างบรรยากาศเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่คึกคักในทุกจังหวัด ตอนนี้ยอดจองดีที่หัวหินลองวีคเอ็นท์ยอดจองถึง 90% แต่เชียงใหม่ หรือสมุยยังไม่สูงนัก “นางวัลลภา กล่าว

นางวัลลภา กล่าวต่อว่า สำหรับ AWC คงเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาวและเตรียมกลยุทธ์การเป็น OMNI-Integrated Lifestyle Real Estate ที่รวมความหลากหลายของประเภทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ และสร้างคุณค่ารูปแบบใหม่ที่มุ่งตอบโจทย์และเสริมรูปแบบการใช้ชีวิตไร้ขีดจำกัด  ได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านผลิตภัณฑ์และบริการของธุรกิจในเครือให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่แบบนิวนอร์มอล  และวางกลยุทธ์ชัดเจนในการดึงพันธมิตรระดับโลกมาร่วมสร้างธุรกิจ พื่อสร้างให้ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวระดับโลก  ทิศทางธุรกิจของ AWC ยังเดินหน้าลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ รวมถึงโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูส โครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน ไม่ได้แยกโรงแรม ค้าปลีก หรือ ตึกสำนักงานออฟฟิศ ล่าสุดพัฒนาแอปพลิเคชัน AWC Connext แพลตฟอร์มเชื่อมโยงประสบการณ์การใช้บริการของอสังหาริมทรัพย์ทุกแห่งของ AWC ให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของ AWC ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย โรงแรม 18 แห่ง, รีเทล 8 แห่ง, อาคารสำนักงาน 4 แห่ง, ค้าส่ง 2 แห่ง รวม 32 แห่ง อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการใหม่อีก 18 โครงการ ซึ่งจะทำให้อีก 5 ปีข้างหน้า ในพอร์ตโพลิโอของ AWC จะมีจำนวนอสังหาริมทรัพย์รวม 50 แห่ง ปัจจุบัน AWC มีกระแสเงินสด 1.3 แสนล้านบาท โดยอีก 5 ปีข้างหน้า AWC จะมีอีก 3 โปรเจคแลนด์มาร์ค สร้างปรากฏการณ์ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย

ประกอบด้วย  โครงการแรก ASIATIQUE THE RIVERFRONT DESTINATION ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  แลนด์มาร์กระดับไอคอนแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ประกอบด้วย โรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ, โรงแรมเจดับบลิว แมริออท มาร์คีส์ รวมถึง ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ แบรนเด็ด เรสซิเดนส์ ซึ่งเป็นเซอร์วิส เรสซิเดนส์ โดยแผนเปิดให้บริการปี 2566-67 เริ่มจากเปิดโซนค้าปลีกและสำนักงาน โครงการที่ 2 AQUATIQUE DISTRICT PATTAYA โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ใจกลางเมืองพัทยา ประกอบด้วยแหล่งชอปปิ้ง/ท่องเที่ยว โรงแรมหรู 5 แบรนด์ และแบรนเด็ด เรสซิเดนส์อีก 2 แบรนด์  พื้นที่ค้าปลีกและพื้นที่ Wellness  และโครงการที่ 3  เวิ้งนครเขษม เป็นโครงการพิเศษแบบ Mixed Development ทั้งโรงแรม ที่อยู่อาศัย และค้าปลีก ลงทุนกว่า 16,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการร่วมมือกับพันธมิตรในไทยและต่างประเทศอีกมาก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บุ๊ค’ คว้าแชมป์โลกอีก 1 รุ่น ปิดฉากดับเบิ้ลแชมป์เวิลด์ซีรีส์
บทความถัดไปเถ้าแก่น้อย ปรับกลยุทธ์เพิ่มตัวแทนจำหน่ายต่างประเทศ วางมาตรการป้องกันโรงงานจากโควิด ดันออเดอร์ตลาดจีนทะลัก