‘ONEE’ นับหนึ่ง เสนอขาย IPO ช่วงราคา 7.50-8.50 บาทต่อหุ้น เปิดจองซื้อ 20-21, 25-26 ต.ค.

นายอนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ ประธานสายตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ของ บมจ. เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย ONEE จะดำเนินการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 496,252,500 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 20.8 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการ IPO ในครั้งนี้ ซึ่งประกอบด้วย 1.หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 476,250,000 หุ้น และ2.หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยบริษัท ซีเนริโอ จำกัด จำนวนไม่เกิน 20,002,500 หุ้น โดยกำหนดช่วงราคาเสนอขายที่ 7.50 – 8.50 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าเสนอขายไม่เกิน 3,722 – 4,218 ล้านบาท และพร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่เป็นบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์จองซื้อในวันที่ 20-21 และ 25-26 ตุลาคมนี้ โดยจะต้องชำระเงินที่ราคา 8.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย อย่างไรก็ตาม หากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายดังกล่าว ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์จะดำเนินการคืนเงินจองซื้อแก่นักลงทุนภายใน 10 วันทำการนับจากวันจองซื้อวันสุดท้ายสำหรับผู้จองซื้อทุกประเภท ตามวิธีการและรายละเอียดในหนังสือชื้อชวน

“ช่วงราคาเสนอขายหุ้นเบื้องต้นที่ 7.50 – 8.50 บาทต่อหุ้นกำหนดจากผลตอบรับและความสนใจเบื้องต้นของนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นช่วงราคาเสนอขายที่มีความเหมาะสมที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ประกอบกับความโดดเด่นและความแตกต่างของ ONEE ที่ไม่เหมือนกับผู้เล่นรายอื่นในธุรกิจสื่อและความบันเทิงของประเทศไทย พร้อมทั้งได้พิจารณาถึงสภาวการณ์ตลาดโดยรวมและเสถียรภาพของราคาหุ้นในระยะยาว” นายอนุวัฒน์ กล่าวและว่า ทั้งนี้ ONEE จะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนไปขยายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพในการสร้างการเติบโต ทั้งการลงทุนพัฒนาศักยภาพในการผลิตรายการ และการลงทุนพัฒนาขีดความสามารถของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อีกทั้ง นำไปใช้ปรับโครงสร้างเงินทุนและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการต่อไป

สำหรับการเสนอขาย IPO ครั้งนี้ ยังมีบริษัทหลักทรัพย์อีก 6 ราย ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้, บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด

นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ONEE เปิดเผยว่า ONEE มีโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุมธุรกิจสื่อและความบันเทิงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จากรากฐานการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพที่มีความหลากหลายทั้ง ละคร ซิทคอม ซีรีย์ รายการวาไรตี้ และข่าว ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ชมเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Premium Mass, กลุ่ม Family, กลุ่ม New Generation และกลุ่ม Edgy เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่และเป็นที่นิยม รวมถึงการเป็นเจ้าของและบริหารช่องทางการเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมทุกเพศ ทุกวัย และต่อยอดสู่การผลิตคอนเทนต์ให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังประกอบธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การจัดงาน
อีเวนต์ การบริหารศิลปินในสังกัดกว่า 200 ราย การขายสินค้าจากรายการและศิลปิน และการให้เช่าสถานที่ถ่ายทำ เป็นต้น ด้วยวิสัยทัศน์

“การเป็นผู้นำในการสร้างความบันเทิง ความรู้ แรงบันดาลใจ เพื่อส่งมอบความสุขให้ผู้ชมทุกเพศ ทุกวัย ภายใต้คุณภาพระดับสากลที่ผสานความเป็นไทยสู่เวทีโลก” ผ่านการบริหารจัดการด้วยทีมผู้บริหารและบุคลากรที่มีความเชียวชาญและมากด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี พร้อมด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ ONEE สามารถตอบสนองและปรับตัวตามพฤติกรรมและรสนิยมของกลุ่มผู้ชมเป้าหมายที่มีความหลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาท่ามกลางยุค Digital Disruption” นายถกลเกียรติ กล่าวและว่า การระดมทุนครั้งนี้ จะช่วยให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สามารถพัฒนานักแสดงหน้าใหม่มากฝีมือเข้าสู่วงการบันเทิง ยกระดับคุณภาพของคอนเทนต์ไทยสู่ระดับสากล และเพิ่มขีดความสามารถในการนำคอนเทนต์ไปสู่ผู้ชมในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ ONEE สามารถขยายฐานผู้ชมได้ในทุกช่องทาง และส่งเสริมให้เราก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่เชื่อมโลกการรับชมทุกแพลตฟอร์มเพื่อส่งมอบบันเทิงและความสุขให้คนไทยและผู้ชมทั่วโลกสู่การเติบโตได้อย่างยั่งยืน

นายระฟ้า ดำรงชัยธรรม ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดกลุ่ม ONEE เปิดเผยว่า ONEE มีกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้ชมที่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้จากความสามารถในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของเม็ดเงินโฆษณาผ่านช่องทางทีวีอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นรากฐานที่มั่นคง และต่อยอดสู่การเผยแพร่คอนเทนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้ง Social Media และ OTT Platforms เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ชมที่หันไปบริโภคคอนเทนต์ทางช่องทางดังกล่าวที่มากขึ้น โดยปัจจุบันรายได้จากเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ถือเป็นส่วนสำคัญของกลุ่มบริษัทฯ ที่สามารถสร้างการเติบโตที่แข้งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังได้มุ่งขยายฐานผู้ชมไปสู่ระดับสากลผ่านเครือข่ายพันธมิตร OTT Platforms ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ Netflix, LINE TV, Disney+ Hotstar, WeTV, Viu, TRUE ID, AIS Play, IQIYI เป็นต้น ผ่านรูปแบบการบริหารลิขสิทธิ์และการรับจ้างผลิตให้แก่แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ โดยปัจจุบัน ONEE มีฐานผู้ชมครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและอีกกว่า 15 ประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้เราเป็นผู้นำในธุรกิจการผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์ของคนไทยอย่างแท้จริง

“ด้วยโมเดลธุรกิจแบบครบวงจร เราได้นำข้อมูลและเสียงตอบรับจากกลุ่มผู้ชมในทุกช่องทาง มาวิเคราะห์ในเชิงลึกเพื่อนำมาพัฒนาสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีความแปลกใหม่และได้รับความนิยม กำหนดช่องทางเผยแพร่และเวลาออกอากาศ ได้ตรงกับรสนิยมและพฤติกรรมรับชมของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการตลอดทั้ง Value Chain ที่เอื้อประโยชน์สูงสุดในการสร้างรายได้และควบคุมต้นทุนการผลิต เพื่อสนับสนุนความสามารถทำกำไรที่ดีในระยะยาว” นายระฟ้า กล่าว

นายอรรณพ เสนะสุทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินกลุ่ม ONEE เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2561-2563 มีอัตราเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีรายได้รวม 4,199 ล้านบาท 4,818 ล้านบาท และ 4,875 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 7.7% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 73 ล้านบาท 228 ล้านบาท และ 658 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 201.0% โดยมีปัจจัยมาจากโมเดลธุรกิจแบบครบวงจรที่สามารถสร้างรายได้จากทุกช่องทาง ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทฯ ที่ก้าวข้ามผ่าน Digital Disruption จากพฤติกรรมการรับชมรายการผ่านทางโทรทัศน์สู่ช่องทางออนไลน์ ส่วนรายได้รวมในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา (งวด 6 เดือน 2564) อยู่ที่ 2,783 ล้านบาท เติบโต 29.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 455 ล้านบาท เป็นการเติบโตกว่า 151.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยจากการเติบโตของรายได้รวม การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น การบริหารค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ผู้ว่าฯ กทม. ยันพร้อมรับมือพายุคมปาซุ
บทความถัดไปสนามฉีดอิมแพ็คเมืองทองธานี พร้อมฉีดวัคซีนนักเรียนกว่า 6.8 หมื่นราย 15-17 ต.ค.นี้