อดีตปลัดคลังแนะ อย่าแก้ ศก.แบบผักชีโรยหน้า ไม่ใช่แค่แจกเงิน ต้องสร้างให้เติบโตระยะยาว

นายสมชัย สัจจพงษ์ /แฟ้มภาพ

อดีตปลัดคลัง แนะ อย่าแก้เศรษฐกิจแบบผักชีโรยหน้า ไม่ใช่แค่แจกเงินอย่างเดียว แต่ต้องสร้างให้เติบโตระยะยาว

นายสมชัย สัจจพงษ์ ประธานกรรมการบริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และอดีตปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการ เรื่อง เพิ่มมุมคิด เติมมุมมอง ก้าวข้ามวิกฤตโควิด ครบรอบวันสถาปนา สศค.ปีที่ 60 ว่า วิกฤตโควิดครั้งนี้สร้างแผลเป็นให้เศรษฐกิจไทย และสะท้อนจุดอ่อนของประเทศมากมาย เช่น ปัญหาเหลื่อมล้ำรุนแรง ระบบการช่วยเหลือสังคมที่อ่อนแอ ไม่ทั่วถึง และความสามารถการบริหารจัดการของรัฐที่ควรทำได้ดีกว่านี้

นายสมชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ คลัง และ สศค.จะต้องช่วยดูแลปัญหาเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่ทำแบบผักชีโรยหน้า โดยมีเรื่องสำคัญ ได้แก่ ปัญหาคนตกงานให้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยเปิดให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมเสนอสร้างงานในชุมชน ไม่ใช่มีแต่นโยบายแต่ส่วนกลาง และออกมาตรการแบ่งเป็นโซนสีตามความเดือดร้อน หรือให้มหาดไทย กองทุนหมู่บ้านเข้ามาช่วย เพราะการแจกเงินไม่ใช่สูตรสำเร็จ แจกไปเหมือนยิงปืนได้นกตัวเดียว แต่รัฐควรจะยิงแล้วให้ได้นก 2 ตัว ดังนั้นแจกเงินต้องมีเงื่อนไขให้เกิดแรงจูงใจพัฒนาทักษะ ถ้าแจกแค่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ได้สร้างโอกาสเติบโตในอนาคต ต่อไปรายได้ของประเทศจะตกลงมาเรื่อยๆ

นายสมชัย กล่าวว่า ด้านต่อมาการแก้ปัญหาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รายย่อยให้กลับมาค้าขายได้ ที่ผ่านมารัฐพยายามจัดสินเชื่อเข้าช่วย แต่กลับพบว่าธุรกิจเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนเลย เพราะตาข่ายกรองมีรูรั่วเต็มไปหมด แถมติดขัดเงื่อนไขที่ของแบงก์ชาติในขณะที่วิกฤตหนักขนาดนี้แต่ธุรกิจธนาคารยังมีกำไรหลายหมื่นล้าน เติบโตขึ้นทุก ซึ่งมองว่าแบงก์พาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไทย ควรมีบทบาทมากกว่านี้ และต้องปรับนโยบายการเงิน หาเครื่องมือใหม่เข้ามาช่วย

นายสมชัย กล่าวว่า ส่วนปัญหาหนี้สาธารณะ เป็นเรื่องที่รัฐควรทำให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่กู้จนทะลุเพดานแล้วก็ขอขยาย จะต้องบอกว่ามีวิธีใช้หนี้อย่างไร ใช้หมดเมื่อไร เพราะทำแบบนี้มีแต่ทำให้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลัง ขาดมีประสิทธิภาพ และหมดความน่าเชื่อถือไป ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กำลังพุ่งก็เป็นเรื่องสูงนั้น รัฐไม่ควรช่วยแค่ปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้ แต่ต้องช่วยลูกหนี้ให้มีความสามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ หรือการทำแผนแก้หนี้นอกระบบ ที่เคยทำแล้ว แต่ถูกละเลย ก็ลองดูว่าควรกลับมาทำหรือไม่ เพราะครั้งก่อนติดปัญหาการเมืองทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ

“สำหรับปัญหาคนจน ซึ่งแม้รัฐจะออกบัตรคนจนมาแล้ว แต่ไม่ใช่ดีแค่แจกเงินอย่างเดียว เพราะเป้าหมายของบัตรคนจนมีไว้สำหรับช่วยคนจนให้พ้นจากความยากจน โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งทำแล้วคนจนควรลดลง ไม่ใช่ยิ่งทำยิ่งเยอะขึ้น จึงขอฝาก สศค. ช่วยปรับแนวทางของบัตรใหม่ให้ดีกว่านี้ และอีกเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากต่างชาติ และสร้างความเติบโตระยะยาว สุดท้ายนี้ขอฝากอนาคตเศรษฐกิจไว้กับ สศค. ที่ต้องมีหลักการอย่าหลงไปกับนักการเมือง เพราะเราควรผลักดันสิ่งดีๆ ให้เศรษฐกิจ และประเทศให้เดินไปได้”นายสมชัย กล่าว

ด้าน นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการบริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน) และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด และมีโอกาสฟื้นฟูได้ แต่มีสิ่งที่น่ากังวลคือปัญหาดุลบัญชีเกินสะพัด และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนเชิงสังคมหลังโควิด ในยุคสังคมดิจิทัลเต็มตัว รวมถึงการหาพลังงานใหม่เข้ามาทดแทน ขณะที่การเปิดประเทศ ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการกลับคืนสู่ภาวะเศรษฐกิจปกติ อย่างไรก็ตามมองว่าเศรษฐกิจจะกลับมาปกติ แบบไม่เหมือนเดิม โดยจะเป็นภาวะปกติแบบใหม่ เพราะโควิดจะเปลี่ยนจาก Pandemic สู่ Endemic ซึ่งทำให้เรายังต้องระวังการใช้ชีวิตและการติดเชื้อโควิดอยู่

และ นายนิตินัยศิริ สมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ อดีตรองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณเปิดประเทศ 1 พฤศจิกายนนี้ ยอมรับว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ คงไม่เดินทางเข้าหวือหวา เหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้รุนแรงมาก จากเดิมต่างชาติบินเข้าประเทศ 4 แสนคนต่อวัน หากเดินทางเข้ามาสัก 2-3 หมื่นต่อวันถือว่ายอมรับได้ ภาคการบินต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากกว่า 2 ปี เพราะเครื่องบินที่จอดอยู่สนามบินสุวรรณภูมิ 100 หลุมจอด กลับมาสัก 50-70 หลุมจอด ถือว่าดีแล้ว และอยากให้รัฐบาลเน้นดูแลสายการบินรายเดิมให้ฟื้นตัว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon