ชูวิทย์ เชื่อคดี ‘แตงโม’ คืออุบัติเหตุ ขอให้เพื่อนบนเรือพูดความจริง

7.03.22 | 18:53 น.

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แถลงวิเคราะห์ข้อสงสัยในมุมมองส่วนตัว เกี่ยวกับคดีการพลัดตกเรือจมน้ำเสียชีวิตปริศนาของ น.ส.นิดา พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม ดาราสาวชื่อดัง ว่าส่วนตัวอยากให้บุคคลทั้ง 5 ที่อยู่บนเรือร่วมกับดาราสาวออกมาพูดความจริง เพราะขณะนี้จากข้อมูลที่ทราบมีการโกหกขึ้น โดยจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนความผิดที่เกิดขึ้น เพราะหากมีการโกหกตั้งแต่ขั้นตอนแรกจะต้องโกหกไปทุกขั้นตอนหรือโกหกต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งในคดีนี้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งคน อาจทำให้การโกหกเป็นไปด้วยความลำบาก

นายชูวิทย์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จากข้อมูลทราบว่ากลุ่มคนที่อยู่บนเรือทั้ง 5 คน หลังเกิดเหตุมีการโทรประสานไปยังนักการเมืองคนหนึ่งที่มีอักษรย่อ ช. เพื่อขอความช่วยเหลือรวมถึงคำแนะนำ จนต่อมากลายเป็นการให้ทุกคนที่อยู่บนเรือให้การไปในทิศทางเดียวกัน ว่าดาราสาวออกไปทำธุระส่วนตัวที่ท้ายเรือ ก่อนเสียหลักพลัดตกน้ำเสียชีวิต ซึ่งมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะผู้หญิงควรจะต้องอายกับการกระทำดังกล่าวบนเรือที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่ และเรือล่องอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สามารถจอดเทียบท่าตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ 1 ใน 5 คนที่อยู่บนเรือนั้นตนรู้จักเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะนั้นยังเปิดเต็นท์รถมือสองขายรถญี่ปุ่นอยู่ที่ย่านพัฒนาการ ก่อนต่อมาจะรู้จักกับคนในวงการเล่นรถหรูอักษรย่อ ผ. และมีการแนะนำกันจนรู้จักกับนักการเมืองอักษรย่อ ช.คนนี้ที่มีลักษณะนิสัยชอบเล่นรถหรู ขับรถหรูไปสภาบ่อยครั้ง

นายชูวิทย์กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่าคดีนี้ประชาชนและสื่อมวลชนจะได้รับการแถลงข้อมูลคดีในอีก 1-2 วันต่อจากนี้ ซึ่งทิศทางที่คาดว่าจะมีการแถลงต่อสื่อมวลชนและประชาชนก็คืออุบัติเหตุ ยืนยันว่าหากทั้ง 5 คนที่อยู่บนเรือมีการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาในคดีลักษณะแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีทนายความ อย่างเช่นคดีเสี่ยเบนซ์ก็จบลงด้วยดี ไม่ยืดเยื้อ เพียงแต่ตอนนี้เกิดการโกหกร่วมกัน ทำให้มีการเบี่ยงประเด็นของการเกิดอุบัติเหตุเพื่อปกปิดความผิดบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องขวดไวน์ที่มีการเจอเพียงขวดเดียว ยืนยันจากประสบการณ์ว่าขวดไวน์หนึ่งขวดสามารถรินได้มากที่สุด 7 แก้ว ซึ่งคนบนเรือมีอยู่ 6 คน เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเพียงขวดเดียว ซึ่งประเด็นเรื่องเมาแล้วขับเรือ อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผู้กระทำผิดต้องการเบี่ยงเบนประเด็น

นายชูวิทย์ยังมีการวาดวงล้อวัฏจักรของกลุ่มไฮโซ คือมีรถหรู เรือเร็ว เหล้าไวน์ ยา นักการเมือง โดยนายชูวิทย์ระบุว่า ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับวัฏจักรนี้ อีกทั้งยังทราบว่า 1 ในผู้ที่อยู่บนเรือมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยา ซึ่งตนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการที่มีการหายไป 2 วันก่อนจะเข้าพบตำรวจ ซึ่งการหายตัวไปลักษณะแบบนี้มองได้เพียงว่าเป็นการจงใจปกปิดการตรวจสอบบางอย่างหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้เชื่อว่าตำรวจต้องมีการตรวจสอบ แต่จะตรวจสอบเจอหรือไม่นั้นไม่สามารถตอบได้

Advertisement

นายชูวิทย์ฝากถึงสื่อสังคมออนไลน์ว่า อย่าหยิบยกประเด็นที่อาจทำให้ผู้เสียชีวิตเสื่อมเสียมาพูด เช่น เด็กเอ็น หรือประเด็นที่มีการล่องเรือเพื่อเตรียมพาไปพบผู้ใหญ่ที่มีการนอนรออยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งตนพูดจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนจะมารอเด็กแบบนี้ เพราะเรื่องแบบนี้หากเกิดขึ้นจริงจะมีการทำกันเงียบๆ และรวดเร็ว ไม่มีการรอเพราะอาจเสี่ยงต่อการถูกพบเห็นจากผู้อื่น รวมถึงเรื่องแบบนี้ทั้งสองฝ่ายต้องเกิดจากความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับเพราะจะมีปัญหาตามหลังมาได้

นายชูวิทย์กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่มีการพูดถึงว่ามีนายตำรวจระดับ พล.ต.ต. ออกมาขายข้อมูลให้กับผู้ก่อเหตุ ตนไม่เชื่อว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นที่สนใจของประชาชนเช่นนี้ มีสื่อเกาะติดและนำเสนอเรื่องราวอยู่ทุกวัน ตำรวจไม่มีใครอยากเอาตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ทุกคนต้องระวังตัว ส่วนประเด็นที่แม่ของดาราสาวออกมาพูดเกี่ยวกับเรื่องเงินเยียวยา ตนมองว่าเป็นสิทธิที่คุณแม่สามารถทำได้ ส่วนจะมีใครเป็นคนอธิบายหรือแนะนำคุณแม่หรือไม่ ตอบได้เพียงว่าเป็นตนก็จะแนะนำแบบนี้ เพราะเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย และที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการออกมาพูดในช่วงนี้ มองว่าเพราะเป็นข่าวที่กระแสสังคมยังให้ความสนใจ หากทิ้งไว้และมาพูดให้ทีหลังอาจไปรับความสนใจจากสื่อหรือประชาชน และสุดท้ายเรื่องก็จะเงียบลงไม่มีใครสนใจ

นายชูวิทย์กล่าวอีกว่า หากกลุ่มคนในเรือมาปรึกษาตั้งแต่แรกก็จะให้คำแนะนำเพียงว่าพูดความจริงทั้งหมดโดยไม่ต้องปกปิดหรือเบี่ยงประเด็นไปประเด็นอื่น เพราะคดีแบบนี้จบลงได้โดยดี ไม่จำเป็นต้องมีการปรึกษาทนาย เพราะการปรึกษาทนายอาจมาจากสาเหตุของการต้องการปกปิดและต่อสู้คดี ซึ่งเมื่อต่อสู้คดีตนอยากบอกว่า สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน ยอมรับสารภาพติดพอประมาณ ยืนยันว่าตนเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ได้ต้องการอยากดัง เพราะเป็นคนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เป็นดาวฤกษ์ไม่ใช่ดาวเคราะห์ มีแสงอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ข่าวแบบปั้นน้ำเป็นตัว แบบที่หลายๆ คนกำลังทำอยู่ตอนนี้ ขอสื่ออย่าตกเป็นเครื่องมือของบุคคลที่จงใจปล่อยข่าวลือต่างๆ เพื่อเบี่ยงประเด็น หรือใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการโยงไปหาบุคคลอื่นเพื่อทำลายชื่อเสียง