ตำรวจสอบสวนกลาง จับมือ กรมสุขภาพจิต บูรณาการเชิงรุกแก้ปัญหาป้องกันฆ่าตัวตาย

4.04.22 | 12:56 น.

เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ห้องประชุมกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.)  พร้อมด้วย แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ร่วมกันลงนามความร่วมมือเพิ่มศักยภาพทีมปฏิบัติการพิเศษป้องกันการฆ่าตัวตาย Hope Task Force เพื่อป้องกันผลกระทบปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 และแนวโน้มการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจนสะสมและพัฒนาเป็นปัญหาสุขภาพจิตนำไปสู่การตัดสินใจฆ่าตัวตาย

 

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า การจัดตั้ง HOPE Task Force เป็นการรวมตัวกันของ 3 ภาคส่วนที่มีเป้าหมายเดียวกันในการรักษาชีวิตประชาชน และเป็นการนำจุดแข็งของทั้ง 3 ภาคส่วนมารวมไว้ในที่เดียวกัน กรมสุขภาพจิตมีศักยภาพในการเยียวยารักษาปัญหาด้านสุขภาพจิตของประชาชน และบำบัดฟื้นฟูในระยะยาวเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ด้านกองบังคับการปราบปรามมีศักยภาพในการสืบสวนและประสานงานในการเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ทั่วประเทศ และในด้าน Socia Infuencer มีความสามารถในการเข้าถึงสัญญาณเตือนที่ถูกส่งมาจากพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เมื่อนำความเข้มแข็งของทั้งสามส่วนมารวมเข้าไว้ด้วยกัน การช่วยเหลือก็จะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากที่การดำเนินงานของ HOPE Task Force ในระยะแรก ได้พิสูจน์โมเดลความร่วมมือนี้แล้วว่าสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมหาศาล ระยะต่อจากนี้จะขยายความช่วยเหลือไปยังภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพจิตอื่น ๆ ต่อไป

แพทย์หญิงอัมพร กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรทั่วโลกเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพจิตและการลงทุนเพื่อป้องกันและบำบัดรักษาผู้ที่เจ็บป่วยทางจิตใจ ที่อาจนำมาสู่การฆ่าตัวตาย จนทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งจากการเก็บข้อมูลของศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ปี 2564 มีจำนวน 4,810 คน คิดเป็นอัตราร้อยละ 7.35 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งจากการสรุปผลการทำงานระยะแรกของ HOPE Task Force ในระหว่าง ตุลาคม 2563 – กุมภาพันธ์ 2565 พบว่า กระบวนการ

ดำเนินงานดังกล่าวได้ช่วยเหลือชีวิตคนที่มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย จำนวนรวม 308 ราย โดยประเด็นปัญหาที่พบในการฆ่าตัวตายได้แก่ สัมพันธภาพในครอบครัว ความรัก เศรษฐกิจการเงิน การเจ็บป่วย การพนัน การปรับตัว การรับประทานยาจิตเวชไม่ต่อเนื่อง   การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นต้น ทั้งนี้ยังพบอีกว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือมีกลุ่มผู้มีประวัติการ

Advertisement

เจ็บป่วยทางสุขภาพจิต จำนวน 66 ราย ซึ่งคุณค่าจากการช่วยชีวิตประชาชน ถือว่าเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอย่างมหาศาล