ฝีดาษลิง-โรคเก่า อุบัติหลอนครั้งใหม่
ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ดูไม่มีท่าทีจะสิ้นสุด ล่าสุด โลกต้องกลับมาหวาดผวากันอีกครั้งกับโรค ฝีดาษลิง (monkeypox) หรือ ไข้ทรพิษลิง โรคที่เคยแพร่ระบาดอยู่ในวงจำกัดในภูมิภาคแอฟริกา แต่เวลานี้พบผู้ติดเชื้อกระจายอยู่นอกกาฬทวีป แล้วมากถึง 11 ประเทศ
อังกฤษพบผู้ติดเชื้อเป็นครั้งแรกในทวีปยุโรปเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ก่อนจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเป็น 20 รายแล้วในเวลานี้ ขณะที่การสืบสวนโรคพบว่าผู้ติดเชื้อเดินทางมาจาก ประเทศไนจีเรีย ที่คาดว่าจะติดเชื้อก่อนเดินทางเข้าประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในกลุ่ม ชายรักชาย ที่มีกิจกรรมทางเพศในช่วงที่ผ่านมา
จากนั้นอีกหลายประเทศพบผู้ติดเชื้อตามมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย เบลเยียม แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส สเปน สวีเดน สหรัฐอเมริกา และล่าสุด คือประเทศเยอรมนี โดยการสืบสวนโรคส่วนใหญ่ก็เชื่อมโยงไปยังประเทศที่พบการแพร่ระบาดมาก่อนทั้งสิ้น สัญญาณความกังวลดังกล่าวส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ต้องบรรจุเรื่องการแพร่ระบาดของ ฝีดาษลิง เข้าสู่วาระการประชุมอย่างเร่งด่วน หลังจากพบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 รายแล้วในช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น
แน่นอนว่าย่อมเกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับ โรคเก่า ที่กลับ อุบัติขึ้นใหม่ นี้เกิดขึ้น และนั่นทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงอีกครั้งเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับสาธารณชน จุดเริ่มต้นของฝีดาษลิงย้อนไปเมื่อ 40 ปีก่อน ที่โลกสามารถกำจัดการแพร่ระบาดของ ฝีดาษ หรือ ไข้ทรพิษ ในคน โรคที่ระบาดในอารยธรรมนุษย์ยาวนานถึง 3,000 ปีลงได้
หลังจากนั้นการฉีดวัคซีนฝีดาษ หรือการปลูกฝีก็เริ่มหมดความสำคัญลงในช่วงทศวรรษที่ 80 นั่นเป็นเหตุผลให้โรคฝีดาษลิงอาศัยช่องว่างนี้กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งโดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา พื้นที่ซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นของโรคระบาดจากสัตว์ต่างๆ ผลจากการบริโภคอาหารสัตว์ป่าอย่างกว้างขวาง องค์การอนามัยโลก ระบุว่า ฝีดาษลิง เป็นไวรัสประเภท zoonosis หรือไวรัสที่แพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน มีอาการที่คล้ายคลึงกับโรคฝีดาษคน หรือไข้ทรพิษในคน (smallpox) พบเชื้อครั้งแรกในลิงที่เลี้ยงไว้สำหรับการวิจัยในปี 1958 ก่อนจะพบมนุษย์ติดเชื้อครั้งแรกในประเทศคองโก ในปี 1970 เพียง 3 ปีหลังจาก ฝีดาษคน หมดไปจากพื้นที่
หลังจากนั้นก็พบผู้ติดเชื้ออยู่ในแถบตะวันตกและตอนกลางของแอฟริกามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศไนจีเรีย ที่พบระบาดหนักในปี 2017 มีผู้ติดเชื้อยืนยันมากถึง 200 ราย มีอัตราส่วนการเสียชีวิตอยู่ที่ราว 3 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการแพร่ระบาดนอกทวีปแอฟริกานั้นพบครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาในปี 2003 พบผู้ติดเชื้อมากถึง 70 ราย และการสืบสวนโรคพบว่ามีความเชื่อมโยงกับ แพรรี่ด็อก หรือกระรอกดิน สัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อจากหนูที่นำเข้ามาจากประเทศแกมเบียซึ่งเลี้ยงรวมกัน
นอกจากนั้นยังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อประปรายส่วนใหญ่เป็นการเดินทางจากประเทศในแอฟริกาไม่ว่าจะเป็นอิสราเอล อังกฤษ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 2018 จนถึงปัจจุบัน ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดในครั้งล่าสุดนี้ องค์การอนามัยโลก ระบุว่าฝีดาษลิง มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์ แอฟริกากลาง ที่มีความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าที่ 10 เปอร์เซ็นต์ยังไม่พบผู้ติดเชื้อนอกแอฟริกา ส่วนสายพันธุ์ แอฟริกาตะวันตก ซึ่งพบในอังกฤษนั้นมีความรุนแรงน้อยกว่าและมีอัตราการเสียชีวิตเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และยิ่งน้อยเข้าไปอีกเมื่อเทียบกับ ไข้ทรพิษคน ที่มีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์
การแพร่ระบาดของฝีดาษลิงนั้น องค์การอนามัยโลกระบุว่า สามารถแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนด้วยการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ป่า หรือกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาจติดทางอ้อมจากการสัมผัสที่นอนของสัตว์ป่วย การแพร่เชื้อจากคนสู่คนแม้มีโอกาสน้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่มหนอง หรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางผิวหนังที่แห้งแตก หรือทางเดินหายใจ เยื่อเมือกในตา จมูก หรือทางปาก ได้
เมื่อคนรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน หรืออาจนานถึง 21 วัน โดยอาการเริ่มแรกจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น อ่อนเพลีย จากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้าลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ก่อนที่ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนองในเวลาต่อมา และส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อจะสามารถหายได้เอง สำหรับการติดเชื้อในกลุ่มชายรักชายที่พบในประเทศอังกฤษนั้น องค์การอนามัยโลกระบุว่ายังคงเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ามีความเชื่อมโยงกับการมีสัมพันธ์ทางเพศหรือไม่
ขณะที่ความเสี่ยงต่อสาธารณะนั้นผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังมีไม่มากเนื่องจากการติดเชื้อต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ขณะที่อาการป่วยของผู้ติดเชื้อที่พบล่าสุดนั้นยังไม่รุนแรงนัก ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่าปัจจุบันยังไม่มียารักษา ฝีดาษลิง โดยตรงแต่ วัคซีนฝีดาษ ที่ในอดีตเรียกกันว่าการ ปลูกฝี ที่ทำให้เกิดแผลเป็นที่ต้นแขนนั้นสามารถป้องกันการติดเชื้อ ฝีดาษลิง ได้มากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาก็คือปัจจุบันวัคซีนฝีดาษ นั้นไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไปอีกต่อไปแล้ว แต่จะมีใช้กันเฉพาะเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่ต้องทำงานกับไวรัสประเภทเดียวกันนี้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หลายๆ ประเทศ เช่น อังกฤษ และสเปน ก็ได้เตรียมพร้อมด้วยการสั่งซื้อวัคซีนฝีดาษเอาไว้แล้วเพื่อใช้สำหรับฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยง เช่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยโดยตรง ในกรณีที่เกิดการแพร่ระบาดที่มากเกินที่จะควบคุม องค์การอนามัยโลก แสดงความกังวลด้วยว่าอีกปัญหาที่อาจส่งผลกระทบกับการควบคุมโรคก็คือ ปัญหาการเกลียดกลัวผู้ป่วยที่อาจทำให้ผู้ป่วยกลัวที่จะแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่หลังจากมีอาการได้ แน่นอนว่าคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบในเวลานี้ก็คือแพร่ระบาดจะขยายวงกว้างมากขึ้นหรือไม่? เชื้อไวรัสฝีดาษลิง จะมีการกลายพันธุ์ที่ทำให้แพร่ระบาดได้ง่ายและมีอาการรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่
ซ้ำเติมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไปทั่วโลกอีกหรือไม่? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

