ธนวัฒน์ หนึ่งในผู้ต้องหาสารภาพร่วม ‘สันติ’ รับจ้าง 5 แสนฆ่าผัว-เมียดับพร้อมลูกแฝดในครรภ์ยัดใส่ท้ายรถที่ไต้หวัน

19.06.22 | 14:44 น.

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พ.ต.อ.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ รอง ผบก.ป. รรท.ผบก.ป., พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกก.4 บก.ป., พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. ร่วมกันสอบสวน นายธนวัฒน์ พุ่มเข็มทอง อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาหมายจับศาลอาญาที่ 1221/2565 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2565 ในความผิดฐาน “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” หลังถูกติดตามจับกุมได้ที่บ้านไม่มีเลขที่ ต.ดงมูล อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ โดยก่อนจับกุมนายธนวัฒน์ร่วมกับนายสันติ ศุภอภิรดีไพลิน หรือหวัง อายุ 35 ปี และนายสามารถ แซ่หลี ร่วมกันฆ่านายประเสริฐ โนราษ อายุ 32 ปี และ น.ส.พจนีย์ แซ่หลี่ หรือมี่ อายุ 35 ปี สองสามีภรรยาชาวไทยและลูกแฝดในครรภ์ น.ส.พจนีย์ ที่ไต้หวัน ต่อมานายสันติเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา

เบื้องต้นสอบถามคำให้การนายธนวัฒน์ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าร่วมกับนายสันติ และพวกอีก 1 คน ก่อเหตุใช้ท่อนเหล็กตีสองสามีภรรยาจนเสียชีวิต หลังจากนั้นจึงนำศพขึ้นรถเก๋งไปทิ้ง ก่อนจะหลบหนีกลับมาในราชอาณาจักร และมากบดานอยู่ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และถูกจับกุม ส่วนนายสามารถ ผู้ก่อเหตุอีกหนึ่งรายที่ยังหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งดำเนินการสืบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

จากนั้นที่ห้องประชุม 1 บก.ป. พล.ต.ท.จิรภพแถลงตอบข้อซักถามสื่อมวลชนว่าสำหรับนายธนวัฒน์เป็น 1 ในผู้ต้องหาที่ร่วมกับนายสันติก่อเหตุครั้งนี้ รวมถึงนายสามารถอีก 1 คน โดยทั้งหมดบินเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยนายสันติเป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ โดยพฤติการณ์การก่อเหตุคือ นายสันติว่าจ้างทั้ง 2 คนเพื่อก่อเหตุโดยสัญญาว่าจะให้ค่าจ้างคนละ 5 แสนบาท โดยมีการโอนเงินล่วงหน้าไปก่อน 2 หมื่นบาท ซึ่งทั้งนายธนวัฒน์และนายสามารถที่หลบหนีเป็นแรงงานไทยที่ถูกต้องตามกฎหมายไปก่อสร้างรถไฟฟ้าซึ่งอยู่ในการดูแลของนายสันติ ในฐานะพ่อบ้าน ซึ่งก็มีความสนิทสนมรับประทานอาหาร ดื่มร่วมกัน
โดยวันที่ 8 มิ.ย. นายธนวัฒน์และนายสามารถมารอที่จุดเกิดเหตุ และนายสันติพา 2 สามีภรรยาผู้เสียหายมา จากนั้นลงมือตามที่วางแผนไว้ ส่วนคำให้การนายสันติที่อ้างว่าเกี่ยวกับมาเฟียไต้หวันก่อนหน้านี้หลังจากสอบถามโดยละเอียดตัวนายสันติยอมรับว่าเป็นการโกหก และข้อเท็จจริง คือ นายสันติเป็นคนวางแผน โดยร่วมกันกับนายธนวัฒน์และนายสามารถ (หลบหนี) จากการสอบปากคำเบื้องต้นนายธนวัฒน์สารภาพยอมรับในเหตุการณ์ทุกอย่างจริง เพียงแต่ระบุว่าตอนลงมือไม่ได้เป็นคนลงมือเอง แต่ก็เป็นคำให้การผู้ต้องหา ไม่ได้ปักใจเชื่อ ส่วนเรื่องใครลงมือนายธนวัฒน์ได้ให้การมา แต่ไม่ขอเปิดเผยเพราะยังไม่ได้ข้อยุติที่แน่นอน แต่อย่างไรผู้ต้องหาทั้ง 3 มีพฤติการณ์ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพราะมีการวางแผนล่วงหน้า
ส่วนเรื่องปมการสังหารมาจากความขัดแย้งระหว่างนายสันติกับ 2 สามีภรรยาจากการทำธุรกิจประเภทหนึ่ง ส่วนจะเป็นธุรกิจผิดกฎหมายหรือยาเสพติดเป็นแค่สมมุติฐานเท่านั้น ขั้นตอนหลังจากนี้ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้ความจริงกระจ่าง ทาง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จัดส่งเจ้าหน้าที่ประมาณ 6 คน ไปที่ประเทศไต้หวันโดยเร็วที่สุด เนื่องจากระยะเวลาการสอบสวนมีจำกัดภายใน 84 วันตามระยะเวลาฝากขัง

ผู้สื่อข่าวถามว่า คดีนี้เหตุเกิดนอกราชอาณาจักรกฎหมายให้อำนาจอัยการสูงสุดเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน ตอนนี้อัยการสูงสุดตั้งใครเป็นพนักงานสอบสวนแล้วหรือไม่ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป.กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร เบื้องต้นตำรวจมีอำนาจสอบสวน ซึ่งหลังสอบสวนไประยะหนึ่งแล้วจึงจะนำเรื่องกราบเรียนอัยการสูงสุด ตามกฎหมาย ป.วิอาญา ซึ่งก็ต้องนำเรียนอัยการสูงสุด ตอนนี้ยังไม่ได้นำเรียน แต่ก็ต้องนำเรียนเพื่อให้อัยการสูงสุดพิจารณา

พล.ต.ท.จิรภพกล่าวต่อว่า ส่วนการตามตัวนายสามารถ ผู้ต้องหาที่เหลือก็มีการประสานงานไปทั่วประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ก็อยากแจ้งให้ทราบว่าหากใครมีส่วนช่วยผู้ต้องหาหลบหนีมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา อยากฝากถึงผู้ต้องหาว่าให้มอบตัวเพราะทำยังไงก็หนีไม่พ้นอยู่ดี

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อมูลขณะนี้ตำรวจเชื่อประเด็นใดเป็นปมสังหาร พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า เชื่อว่าเป็นปมขัดแย้งนายสันติกับ 2 สามีภรรยา ส่วนเหตุผลขออนุญาตไม่เปิดเผยก่อน เพราะเชื่อว่าการส่งเจ้าหน้าที่ไปประเทศไต้หวันจะทำให้ได้ข้อมูลมากขึ้นกว่านี้ ในส่วนการดำเนินคดีของประเทศไทยจะดำเนินคดีได้ในส่วนคดีฆาตกรรมที่กฎหมายไทยบัญญัติให้อำนาจไว้ ส่วนข้อหาอำพรางศพไม่สามารถดำเนินคดีได้เนื่องจากเป็นเหตุเกิดในไต้หวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าว นายยิ่งยศ แซ่หลี่ พี่ชายของผู้เสียชีวิต มอบกระเช้าขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมี พล.ต.ท.จิรภพเป็นผู้รับมอบ จากนั้นญาติผู้เสียชีวิตตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่าคดีนี้เชื่อมั่นในกฎหมายไทย ทุกอย่างมีขั้นมีตอน อยากให้มีการดำเนินคดีนี้ที่ประเทศไทย ส่วนตนไม่เชื่อกรณีที่นายสันติ ผู้ต้องหาอ้างว่าปมการสังหารเป็นเรื่องธุรกิจผิดกฎหมาย หรือยาเสพติด เพราะน้องสาวเป็นคนขยันเก็บหอมรอมริบ ข้าวแกง ผลไม้ น้องก็ขาย รายรับก็สูงพอสมควร ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงอะไรกับเรื่องผิดกฎหมาย เป็นคนนิสัยดี เพื่อนคนไทยที่ไต้หวันจะรู้ดีทุกคน