หน้าแรก ต่างประเทศ โลกรุมประณามเ...

โลกรุมประณามเมียนมา ประหาร 4 นักเคลื่อนไหว

28.07.22 | 06:53 น.

โลกรุมประณามเมียนมา ประหาร 4 นักเคลื่อนไหว

รัฐบาลทหารเมียนมาสั่งประหารนักเคลื่อนไหว 4 ราย คือนายจ่อ มิน ยู หรือโก-จิมมี นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย อายุ 53 ปี, นายเพียว เซยา ตอ วัย 41 ปี ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี), นายฮลา เมียว อ่อง และนายอ่อง ธูรา ซอ ซึ่งทั้งหมดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนช่วยเหลือกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับกองทัพเมียนมาหลังเกิดเหตุรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564

การดำเนินการดังกล่าวของเมียนมาเรียกเสียก่นด่าและประณามจากทั่วทุกมุมโลก นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำที่โหดร้ายของรัฐบาลเมียนมา พร้อมคัดค้านโทษประหารชีวิตในทุกกรณี และย้ำคำร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษที่ถูกควบคุมตัวไว้ทันที รวมถึงนายวิน มินต์ ประธานาธิบดี และ นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ

ด้าน นางมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุผ่านถ้อยแถลงว่า รู้สึกผิดหวังที่แม้จะมีการอุทธรณ์จากทั่วโลก แต่ทหารเมียนมาก็ยังประหารชีวิตคนเหล่านี้โดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน การดำเนินการตามขั้นตอนที่โหดร้ายและถดถอยนี้ เป็นการขยายการปราบปรามอย่างต่อเนื่องของกองทัพต่อประชาชนของตนเอง เพราะการประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงของบุคคลอย่างโหดร้าย และยังไม่มีการรับประกันว่าการพิจารณาคดีมีขึ้นอย่างเป็นธรรม

สหรัฐอเมริกาออกมาประณามการประหารชีวิตอย่างโหดเหี้ยมชั่วร้ายของรัฐบาลทหารเมียนมา โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า จากความโหดร้ายที่รัฐบาลทหารเมียนมาดำเนินการ สหรัฐไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาได้อีกต่อไป และกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ ว่าจะมีมาตรการลงโทษใดๆ ต่อรัฐบาลทหารเมียนมาเพิ่มเติม

ทั้งยังเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ห้ามขายอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารให้เมียนมา รวมถึงงดเว้นการกระทำใดๆ ที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลทหารเมียนมาอีกด้วย

Advertisement

นายโจเซฟ บอร์เรล ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ก็มีท่าทีไม่ต่างกันด้วยการออกมาประณามการกระทำของเมียนมาว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง และเป็นอีกก้าวหนึ่งที่นำไปสู่การรื้อถอนหลักนิติธรรม และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้งในเมียนมา

ขณะที่สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นอร์เวย์ และอังกฤษ ได้ออกถ้อยแถลงร่วมกัน โดยประณามการประหารชีวิตว่าเป็นการกระทำอันโหดร้ายรุนแรงที่น่าตำหนิ และจะยิ่งทำให้เห็นตัวอย่างเพิ่มเติมของการไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมของรัฐบาลทหารเมียนมา

อาเซียนเองก็มีท่าทีอย่างเป็นทางการออกมาเช่นกัน โดยกัมพูชาในฐานะประธานอาเซียนออกแถลงการณ์ของประธานอาเซียนระบุว่า อาเซียนรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งและเศร้าสลดใจต่อการประหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายค้าน

แม้ว่าสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะได้ขออุทธรณ์คดีของคนทั้งหมดเป็นการส่วนตัวในฐานะประธานอาเซียน เช่นเดียวกับชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ อาเซียนเรียกร้องให้มีการใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย

การดำเนินโทษประหารชีวิตเพียง 1 สัปดาห์ก่อนหน้าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 55 เป็นสิ่งที่น่าตำหนิอย่างมาก เพราะมันสร้างความล้มเหลวและทำให้เห็นถึงการขาดเจตจำนงในการสนับสนุนความพยายาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประธานอาเซียนในการเร่งทำให้เกิดการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ประการ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลในเนปยีดอดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อให้มีการดำเนินการตามฉันทามติอย่างเต็มที่ และให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ยุติการกระทำใดๆ ที่จะยิ่งทำให้วิกฤตทวีความรุนแรงมากขึ้น ขัดขวางการเจรจาสันติภาพ รวมถึงการดำเนินการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพ ไม่เพียงแต่ในเมียนมาแต่รวมถึงภูมิภาค

อาเซียนจะยังคงให้ความช่วยเหลือเมียนมาเพื่อให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย รวมถึงหาทางแก้ไขปัญหาทางการเมืองโดยสันติต่อวิกฤตในปัจจุบัน ผ่านการเจรจาที่ครอบคลุมที่นำโดยเมียนมา ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียชีวิต และยุติความทุกข์ของประชาชนชาวเมียนมา

นอกจากแถลงการณ์ท่าทีของประธานอาเซียนที่ออกโดยกัมพูชา ในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มแล้ว ชาติสมาชิกอาเซียนเองต่างออกมาแสดงท่าทีประณามอย่างแข็งกร้าวต่อการประหารชีวิตนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้ง 4 คนของรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นการย้ำสำทับอีกคำรบ

โดยนายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสิงคโปร์ ชี้ว่า การประหารชีวิต 4 นักกิจกรรมทางการเมืองของเมียนมา เป็นความล้มเหลวอย่างรุนแรงสำหรับความพยายามของกลุ่มอาเซียนในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและความปรองดองแห่งชาติในเมียนมา

โดยย้ำว่าการแก้ปัญหาวิกฤตโดยสันติวิธีสามารถบรรลุผลสำเร็จได้โดยผ่านการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่นายไซฟุดดิน อับดุลลาห์ รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ประณามการประหารชีวิตนักกิจกรรมทางการเมืองของเมียนมาโดยยกเทียบเท่ากับเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและยังก่นประณามการกระทำที่ไม่ฟังเสียงทัดทานจากผู้ใดของรัฐบาลทหารว่า เป็นการเย้ยหยันฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนที่มุ่งจะยุติวิกฤตความขัดแย้งนองเลือดในเมียนมา

ด้านนายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแสดงความกังวลอย่างมากต่อเหตุการณ์ใดๆ ที่อาจขัดขวางหนทางสู่สันติภาพในเมียนมา และย้ำว่าการใช้กำลังและความรุนแรง ไม่สามารถแก้ไขความเห็นต่างทางการเมืองได้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมาแสวงหาแนวทางแก้ไขและคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองนี้ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิต และธำรงไว้ซึ่งสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างสันติของประชาชนเมียนมา พร้อมกับแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและผู้ใกล้ชิดของผู้ที่ถูกประหารชีวิตทั้ง 4 ราย

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทุกมุมโลก ท่าทีของรัฐบาลทหารเมียนมากลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยนายซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา ออกมาระบุว่า ผู้ที่ถูกประหารชีวิตทั้ง 4 รายนั้น สมควรได้รับโทษประหารชีวิตคนละหลายๆ ครั้งเสียด้วยซ้ำ หากเทียบกับอาชญากรรมที่พวกเขาก่อ เพราะพวกเขาทำร้ายผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก และมีความสูญเสียที่ไม่อาจทดแทนได้เกิดขึ้นมากมาย

ซอ มิน ตุน ระบุว่า รัฐบาลทหารเมียนมาตระหนักดีว่าการประหารชีวิตจะทำให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่มันเป็นการดำเนินการเพื่อความยุติธรรม มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตย แต่เป็นการลงโทษที่คนเหล่านี้สมควรได้รับ ทั้งยังเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย มีการให้โอกาสกับทุกคนในการปกป้องตนเอง การกล่าวหาว่าเมียนมาจัดการนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเป็นเรื่องผิด เพราะมันเป็นการคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน

แค่ฟังท่าทีของรัฐบาลทหารเมียนมาก็พอจะมองเห็นว่า ความขัดแย้งวุ่นวายในประเทศเพื่อนบ้านของไทยแห่งนี้ คงไม่จบลงง่ายๆ และการประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวกลุ่มนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรๆ อีกมากมายที่อาจเกิดขึ้นตามมา