ชีวิตหนุ่มทุกขลาภ ถูกรางวัลที่ 1 อยู่ด้วยกัน 3 คน แยกห้อง โดนเมียหอบเงินหนีไปกับชู้
จากกรณี นายมะนิช (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี พร้อมญาติและลูก 3 คน ถูก นางอังคณารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี ภรรยาที่อยู่กินกันมา 26 ปี ได้หนีตามชายชู้ไปพร้อมกับสมุดบัญชีธนาคาร ซึ่งมีเงินจากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 พ.ย.65 ไปด้วย
เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากรณีดังกล่าว ปรากฏว่าไม่พบผู้เสียหายและลูก พบเพียงนายเพ็ญ พี่ชายของนางอังคณารัตน์ และนายสัมฤทธิ์ อาของนางอังคณารัตน์ กำลังให้ปากคำกับ พ.ต.ท.สมศักดิ์ เกตุพิบูลย์ สารวัตรสอบสวน ซึ่งเดินทางมาที่บ้าน สภ.ธวัชบุรี แจ้งว่า นายมะนิช และลูกชาย เดินทางไปออกรายการโหนกระแสที่ กทม.
และมีเพียง จ.ส.อ.เทิดศักดิ์ อดีตทหารนอกราชการ สามีอีกคนของนางอังคณารัตน์ อยู่เฝ้าบ้าน และให้รายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เดิมทีนายมะนิช สามีของนางอังคณารัตน์ อยู่กินกันมา 26 ปี มีลูกชาย 2 คน และลูกสาว 1 คน อยู่ในบ้านหลังนี้ แต่ต่อมาภรรยาได้ขอให้หย่า เพื่อให้ จ.ส.อ.เทิดศักดิ์ มาจดทะเบียนสมรสแทน เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เพื่อที่จะได้เข้ามาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายครอบครัว และเพื่อส่งเสียลูกๆเรียนหนังสือ ตามข้อตกลงโดยให้แยกห้องนอนกันของสามี คนละห้องในบ้านหลังเดียวกัน โดยไม่มีปัญหาอะไร และอยู่กันได้ด้วยความสงบ ไม่เกิดปัญหากระทบกระทั่งกันแต่อย่างใด
และจนกระทั่งมาเกิดเหตุอื้อฉาวขึ้น หลังจากที่ นายมะนิช ถูกรางวัลที่ 1 จึงมาเกิดเหตุขึ้น หลังจากที่ไปรับเงินที่กองสลากเข้าในบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส.ของเมีย แล้วจัดงานทำบุญขึ้นในบ้านจึงเกิดปัญหาขึ้น โดยช่วงที่ทำบุญบ้าน จู่ก็มีผู้ชายที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนเลย ปรากฏตัวขึ้น มาช่วยงานและมากินนอนภายในบ้าน

ถามก็อ้างว่าเป็นญาติกับฝ่ายทหาร ถามทางทหารก็บอกว่าไม่รู้จัก เมียก็อ้างว่าเป็นญาติเดินทางมาจากต่างจังหวัด จนกระทั่งงานเสร็จ ก็ปรากฏว่าหายตัวไปพร้อมกับนางอังคณารัตน์ ที่หอบเอาเงินในบัญชี 4 ล้าน 9 แสน 3 หมื่นบาท ไปด้วย จึงมาทราบทีหลังว่าชายคนดังกล่าว เป็นแฟนคนใหม่ของนางอังคณารัตน์ ที่ชอบเล่นโซเชียล แล้วรู้จักกันคบหากันทางโซเชียล ที่พากันหอบเงินหนี ทิ้งสามี 2 คน และลูก 3 คน ไปดังกล่าว
จ.ส.อ.เทิดศักดิ์กล่าวยอมรับว่าเป็นสามีที่จดทะเบียนถูกต้องจริง ด้วยความยินยอมของทั้ง นายมะนิช และลูก 3 คน โดยตั้งใจเข้ามาดูแลสวัสดิการทุกอย่างให้กับครอบครัว และส่งเสียลูกเรียนหนังสือ และหากตนเสียชีวิตก็ยินดีมอบเงินบำนาญทั้งหมด เพื่อดูแลนางอังคณารัตน์และลูกๆ จึงเป็นที่ยอมรับ แต่คาดไม่ถึงว่านางอังคณารัตน์จะแอบมีคนอื่นอีก ซึ่งเมื่อเป็นไปแล้วก็ไม่ว่าอะไร
ขออย่างเดียวคือให้กลับมาเซ็นใบอย่างให้ถูกต้องก็พร้อมที่จะให้ไปโดยไม่ติดใจอะไร ถ้ามีจะมีคนใหม่ แต่ต้องมาหย่าให้มันจบ เพื่อจะได้ไม่ติดพันกัน และทำอะไรก็จะไม่ต้องมาเกี่ยวข้องในฐานะสามี-ภรรยาตามกฎหมายกันอีก โดยตนไม่ติดใจเรื่องเงินที่ถูกรางวัลที่ 1 แต่อย่างใด เพราะไม่ต้องการเงินนั้นอยู่แล้ว แต่ต้องการให้ทุกอย่างจบๆ กันไป

ด้านนายเพ็ญ พี่ชายของนางอังคณารัตน์ และนายสัมฤทธิ์ อาของนางอังคณารัตน์ ที่หนีไปกับแฟนใหม่ กล่าวว่า ขอให้กลับมาตกลงกัน โดยต้องการให้นำเงินที่ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 6 ล้านบาท กลับมาแบ่งกันคนละครึ่ง เพื่อให้สามีคนแรก ไว้ใช้ดูแลลูกๆ และครอบครัว แล้วค่อยไปอยู่กับแฟนใหม่ ทุกคนก็ยินดีที่จะไม่เอาเรื่องและไม่ติดใจ โดยขอให้กลับมาตกลงกันให้จบแล้วค่อยไป ซึ่งก็ไม่มีปัญหา และไม่มีใครติดใจ และก็จะได้ไม่มีเรื่อง และให้เรื่องทุกอย่างจบไปด้วยดี ซึ่งทุกคนก็รับได้ โดยจะไม่ติดใจ
พ.ต.ท.สมศักดิ์ เกตุพิบูลย์ สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรธวัชบุรี ซึ่งเดินทางมาที่บ้าน แต่ไม่พบผู้เสียหาย กล่าวว่า มาเพื่อให้คำแนะนำกับผู้เสียหาย หลังจากกรณีที่เมื่อวานนี้ แจ้งว่าจะขออายัดบัญชี ของเมียที่หนีไป แล้วหอบเงินไปหมด ซึ่งเบื้องต้นชี้แจงว่าไม่สามารถ อายัดเงินในบัญชีได้ เพราะเป็นชื่อของผู้หญิงคนเดียว และไม่มีการจดทะเบียนสมรส และแนะนำให้ลงบันทึกเหตุไว้เป็นหลักฐานในเบื้องต้นก่อน แต่เจ้าตัวไม่ประสงค์จะลงบันทุกประจำวันไว้แล้วเดินทางกลับ
วันนี้จึงเดินทางมาพบ เพื่อที่จะสอบสวนปากคำเพิ่มเติมในรายละเอียดของการเกิดเหตุ เพื่อที่จะพิจารณาว่าเข้าข่ายการยักยอกทรัพย์หรือ ถ้าเข้าข่ายก็จะให้ทำการบรรทุกแจ้งความ เพื่อดำเนินการตามขั้นตนของกฎหมาย ไม่แต่ปรากฏว่าไม่พบตัวและพบแต่เพียงบรรดาญาติๆ ของผู้เสียหายอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว โดยแจ้งว่าหลังจากเดินทางกลับจาก กทม. ให้เดินทางไปพบที่ สภ.ธวัชบุรี เพื่อที่จะช่วยหาทางออกให้กับครอบครัวผู้เสียหาย ตามที่ต้องการหากเข้าข่ายตามข้อกฎหมาย ซึ่งจะศึกษาข้อเท็จจริงว่า เข้าข่ายยักยอกทรัพย์หรือไม่

