ทนายตั้มพาดาราสาวยื่นค้านประกัน ‘เอ็ม-อภิดิศร์’ หลานอดีต รมต.ข่มขืน

22.11.22 | 12:54 น.

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม และดาราสาวผู้เสียหาย อายุ 22 ปี มาติดตามคดีที่ศาลอาญานัดสอบคำให้การจำเลย คดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอภิดิศร์ หรือเอ็ม อินทุลักษณ์ อายุ 34 ปี ความผิดฐาน ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นอยู่ในภาวะที่ไม่อาจขัดขืนได้ กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่อาจขัดขืนได้ ข่มเหง คุกคาม โดยกระทำอันมีลักษณะส่อไปในทางที่จะล่วงเกินทางเพศ จากกรณีที่นายอภิดิศร์ ติดต่อว่าจ้างให้ผู้เสียหายเป็นดารานักแสดงรีวิวสินค้าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เเละมีการล่วงละเมิดทางเพศ ภายในห้องพักแห่งหนึ่ง ย่านนาคนิวาส เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2565


นายษิทราให้สัมภาษณ์ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 พ.ย. พนักงานอัยการฟ้องนายอภิดิศร์ เป็นจำเลยข้อหาข่มขืนในภาวะที่ไม่อาจขัดขืนได้ ต่อศาลอาญา ซึ่งวันนี้ (22 พ.ย.) มีการเบิกตัวนายอภิดิศร์ หรือเอ็ม จำเลยมาศาลเพื่อสอบคำให้การและทราบว่าจำเลยให้การปฏิเสธ และพยายามยื่นขอประกันหลายครั้ง วงเงินจำนวน 15 ล้านบาท แต่ว่าศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัว หลังจากนี้จะต้องเป็นไปตามกระบวนการนัดตรวจพยานหลักฐานและสืบพยานต่อไป ขณะเดียวกันดาราสาวผู้เสียหายมาติดตามคดีหลังมาคัดค้านการประกันตัวตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 พ.ย.เพราะครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้ายหากเมื่อวันที่ 21 พ.ย.อัยการไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันกำหนดก็จะต้องปล่อยตัวจำเลยออกมาจากเรือนจำ จึงต้องขอบคุณพนักงานอัยการที่เร่งสั่งฟ้องต่อศาลทั้งที่เพิ่งจะได้รับสำนวนคดีมาค่อนข้างจะช้า

นายษิทธากล่าวต่อว่า สำหรับพยานหลักฐานต่างๆ ในคดีผู้เสียหายพยายามหาพยานหลักฐานด้วยตัวเองทุกอย่าง ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุแล้ว ไม่ว่าจะไปโรงพยายาลเพื่อจะตรวจร่างกาย หรือข้อความแชตที่หายไปปรึกษาผู้ใหญ่และมอบหลักฐานทุกอย่างให้พนักงานสอบสวนจนสรุปสำนวนคดี ส่งให้พนักงานอัยการยื่นฟ้อง ซึ่งเจออุปสรรคมากมาย แต่ถือว่าฟันฝ่ามาได้เกินครึ่งทางแล้ว เหลือแต่รอศาลมีคำพิพากษาว่าอย่างไร ซึ่งวันนัดพร้อมโจทก์-จำเลย ทางผู้เสียหายเตรียมจะยื่นเข้าเป็นโจทก์ร่วม และตนจะเป็นทนายความให้ด้วย แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ไว้ใจพนักงานอัยการ ที่เป็นโจทก์ เพียงแต่ถ้าเป็นโจทก์ร่วมเราจะสามารถรู้และตามคดีได้ รวมทั้งมีสิทธิที่จะอุทธรณ์หรือฎีกา นอกจากนี้ยังเรียกค่าเสียหายได้ด้วยแต่ยังไม่ได้พูดคุยกับผู้เสียหายว่าจะต้องเรียกจำนวนเท่าใด จะต้องไปคำนวณเรื่องค่าเสียหาย โดยจะแนะนำให้เรียกค่าเสียหายตามความเป็นจริง ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายในการดำเนินคดีนี้ ไม่ได้มุ่งหวังเงิน แต่ต้องการความเป็นธรรมเพราะว่าน้องถูกกระทำแบบนี้

“น้องเขากังวลเรื่องความปลอดภัยด้วย เกรงว่าหากจำเลยได้รับการประกันตัว จะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานและเดินทางออกนอกประเทศได้ เพราะมีธุรกิจอยู่ต่างประเทศ” นายษิทธากล่าว

Advertisement

ด้านผู้เสียหายกล่าวว่า คดีจะไม่ดำเนินมาได้ไกลขนาดนี้ หากไม่มีทนายตั้ม พี่สาว ตำรวจ และผู้ใหญ่ที่ให้การช่วยเหลือ แม้จะเจออุปสรรคและอิทธิพลต่างๆ ซึ่งตนพยายามเข้มแข็งและรู้ตัวเองว่าต้องการความยุติธรรม อยากให้ศาลพิพากษาไปตามกระบวนการทางกฎหมาย อยากให้จำคุก ส่วนเรื่องค่าเสียหายนั้นยังไม่ได้คิด คงต้องปรึกษาทนายตั้ม เพราะตอนนี้ติดตามคดีความเพียงอย่างเดียว และพร้อมจะเป็นพยานโจทก์ให้กับพนักงานอัยการในขั้นตอนสืบพยานในชั้นศาล