เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เเถลงกรณีนำทีมขยายผล 4 กรณีเกี่ยวข้องนายทุนจีนสีเทา จินหลิง-ท็อปวัน เบบี้เฟซ-คลับวัน
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จากกรณีในห้วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีการเข้าตรวจสอบสถานบริการที่มีพฤติการณ์ใกล้เคียงกันคือ นายทุนจีน เป็นเจ้าของ และใช้คนไทยเป็นนอมินี จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ร้านคลับวันพัทยา พื้นที่ สภ.เมืองพัทยา ภ.จว.ชลบุรี ซึ่งมี การตรวจค้นพบยาเสพติดจำนวนมาก, ร้านท็อปวัน พื้นที่ สน.สุทธิสาร ซึ่งพบหญิงชาวจีนเสียชีวิตหลังเที่ยวผับดังกล่าว โดยมีสาเหตุมาจากการเสพยาเกินขนาด, ร้านจินหลิง พื้นที่ สน.ยานนาวา ซึ่งตรวจค้นพบสารเสพติดในนักเที่ยว ชาวจีน และยาเสพติดอีกจำนวนมาก สุดท้ายคือ ร้านเบบี้เฟซ พื้นที่ สน.คลองตัน ซึ่งพบความเชื่อมโยงกับนายทุนจีน และใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งได้มีการแจ้งความคืบหน้าเป็นระยะ ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอไปแล้ว นั้น จากกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ดำเนินการควบคุมสั่งการสืบสวนความเชื่อมโยงของกลุ่มนายทุนจีนสีเทา ที่มีการประกอบกิจการสถานบันเทิง โดยมีการกระทำผิดแอบแฝง ทั้งเรื่องยาเสพติด บ่อนการพนัน และแก๊งคอลเซ็นเตอร์
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการสืบสวน ตรวจสอบข้อมูลการติดต่อและเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงทั้ง 4 แห่งโดยละเอียด เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทั้งหมด และให้เข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนายทุนจีนทั้งหมด เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมมาใช้ในการดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยแบ่งเป็นรายละเอียดตามแต่ละคดีดังนี้ กรณีที่ 1 ร้านจินหลิง พื้นที่ สน.ยานนาวา หลังจากที่เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นร้านจินหลิง ถนนเจริญราษฎร์ แขวงยานนาวา เขตสาทร กทม. ผลการตรวจค้นพบสารเสพติดในปัสสาวะของนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก และพบยาเสพติดอยู่ภายในร้านจำนวนมาก จากกรณีดังกล่าว ได้มีการสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย คือ นายหวง ไห่ เถา หรืออาหวง พร้อมยึดของกลางเป็นยาเสพติดประเภท เฮโรอีน ยาอี และแฮปปี้วอเตอร์จำนวน หนึ่ง ซึ่งมีไว้จำหน่ายให้กับลูกค้าที่มาเที่ยวที่ร้าน และยังตรวจค้นจุดต้องสงสัยอีกกว่า 38 จุด ตรวจยึดรถหรู 5 คัน และ เงินอีก 19 ล้านบาท นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขยายผลเกี่ยวกับยาเสพติด จนสามารถออกหมายจับ และจับกุมดำเนินคดี เพิ่มเติม รวมทั้งหมด 4 ราย ได้แก่ 1.นายหวง ไห่ เถา หรืออาหวงสัญชาติจีน 2.นายเจียง ไต่ หลิน หรือเสี่ยหลิน สัญชาติจีน 3.นายเหมา ยะ ฉวง หรืออาฉวง สัญชาติจีน 4.นายหวัง เจี้ยน หัว หรืออาหัว สัญชาติจีน โดยจะดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน, ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อ จิตประสาทประเภท 2 อันเป็นการมีไว้เพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน, สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรง เกี่ยวกับยาเสพติด” หลังจากจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 รายแล้ว
เจ้าหน้าที่สืบสวนยังรวบรวมพยานหลักฐานและพบความเชื่อมโยงกับ บุคคลอื่น จนสามารถขออนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 2 ราย ได้แก่ 1.นายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือตู้ห่าว 2.นายหยาง เฉิน หรืออาหยาง สัญชาติจีน โดยจะดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน, ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อ จิตประสาทประเภท 2 อันเป็นการมีไว้เพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของ ประชาชน, สมคบกันกระทําความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรง เกี่ยวกับยาเสพติด” อยู่ในระหว่างการติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองราย
กรณีที่ 2 ร้านท็อปวัน พื้นที่ สน.สุทธิสาร จากกรณีเมื่อวันที่ 26 ต.ค.65 ที่ผ่านมา ได้มีการแถลงผลการดำเนินคดีกรณีพบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีน คือ น.ส.โหยว ชื่อ หัว อายุ 31 ปี ซึ่งไปเที่ยวที่ร้านท็อปวัน เมื่อวันที่ 16 ก.ย.65 ต่อมาได้เสียชีวิตลงเนื่องจากเสพยาเกินขนาด ซึ่งได้มีการสืบสวนและจับกุมผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซุกซ่อนอำพรางหลักฐานเกี่ยวกับการเสียชีวิต ดังกล่าวไปแล้วจํานวน 4 ราย ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอไปแล้ว นั้น จากสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว จึงเป็นเหตุอันควรสงสัยว่า สถานบันเทิงดังกล่าวอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบเกี่ยวกับเจ้าของและผู้เกี่ยวข้องโดยละเอียดว่ามีการกระทำผิด เกี่ยวกับยาเสพติดหรือการกระทำผิดอื่นๆ หรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า สถานบันเทิงดังกล่าวได้มีกลุ่มทุนจีนเป็นเจ้าของ โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ แต่นายทุนจีนดังกล่าวได้แสดงออกโดย ชัดเจนว่าตนมีความเป็นเจ้าของ ซึ่งมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นจำนวน 2 ราย ได้แก่ 1.นายวีรยุทธ แซ่หยาง อายุ 23 ปี 2.นายจาง เจี้ยนกุ้ย อายุ 48 ปี สัญชาติจีน การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และยัง ดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งได้มีออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายมา ดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว
กรณีที่ 3 ร้านเบบี้เฟซ พื้นที่ สน.คลองตัน เมื่อวันที่ 1 พ.ย.65 เวลา 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลังกันเข้าตรวจค้นสถานบันเทิงที่อาจมีส่วน เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนจีนจำนวน 6 แห่ง รวมทั้งร้านเบบี้เฟซ พื้นที่ สน.คลองตัน ซึ่งผลการตรวจสอบภายในร้านพบสาร เสพติดในนักท่องเที่ยวภายในร้านจำนวน 2 ราย จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า ร้านดังกล่าวมีเจ้าของเป็นบุคคล สัญชาติจีนซึ่งมีคนไทยเป็นนอมินี จึงได้ทำการขยายผลจนทราบว่า เจ้าของสัญชาติจีนดังกล่าวคือ นายสุ่ย ไม่ เหว่ย หรือเดวิด เป็นเจ้าของ จึงได้ขออนุมัติศาลเข้าค้นที่พักของนายเดวิด ที่บ้านเลขที่ 94 และ 96/1 ซอยสุขุมวิท 63 แขวงพระโขนง เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ผลการตรวจค้นพบสุราต่างประเทศ 24 ขวด ไวน์ต่างประเทศ 28 ลัง บุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 45 คอตตอน บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์จำนวน 15 กล่อง และอาวุธปืนจำนวน 2 กระบอก จึงได้จับกุมนาย เดวิด พร้อมของกลางดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ร.บ.ศุลกากรฯ และ พ.ร.บ.สรรพสามิตฯ จากการขยายผลเพิ่มเติมพบว่า นอกจากนายเดวิดซึ่งได้จับกุมดำเนินคดีแล้วนั้น ยังมีกลุ่มบุคคลที่มีส่วน เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกจำนวน 2 ราย โดยเป็นกลุ่มคนจีนมาลงทุนและใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินี ซึ่งคนไทยไม่ได้มีส่วน เกี่ยวข้องหรือมีอำนาจในการตัดสินใจใดๆ ในการทำธุรกิจดังกล่าว มีหน้าที่เพียงลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ และ ได้รับเงินค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหา เพิ่มเติมรวมทั้งที่จับกุมแล้วรวม 4 ราย ประกอบด้วย 1.บริษัท พอง แบงค็อก จำกัด (ในฐานะนิติบุคคล) – 2.นายสุ่ย ไท่ เหว่ย หรือเดวิด อายุ 47 ปี 3.นายจี้ เฉิน สัญชาติจีน 4.นางทองใส เฉิดลออ โดยจะดำเนินคดีในความผิดฐาน “ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายฯ โดยมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือร่วมประกอบธุรกิจของคน ต่างด้าวโดยแสดงออกว่าเป็นธุรกิจตนแต่ผู้เดียวหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด เพื่อให้คน ต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.โดยได้ดำเนินการจับกุมนายเดวิด และนาย เฉิน แล้วรวม 2 ราย ที่เหลืออยู่ในระหว่างติดตามจับกุม
กรณีที่ 4 ร้านคลับวัน พัทยา พื้นที่ สภ.เมืองพัทยา ภ.จว.ชลบุรี จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นร้านคลับวัน พัทยา เมื่อวันที่ 23 ต.ค.65 ที่ผ่านมา ซึ่งพบ ยาเสพติดจำนวนมากภายในร้านดังกล่าว และได้มีการจับกุมผู้ดูแลร้านจำนวน 1 ราย ดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับยา เสพติด และเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอข่าวไปแล้ว นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า ร้านดังกล่าวเป็นสถานบริการที่มีการกระทําผิดเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด จึงได้มีสืบสวนหาเจ้าของร้านที่แท้จริงเพื่อนำมาดำเนินคดีจนทราบว่า ร้านดังกล่าวมีบริษัท เดอะ ซิกเนเจอร์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินกิจการดังกล่าว ซึ่งมีกรรมการและผู้ถือหุ้นจำนวน 4 ราย ได้แก่ 1.นายมนู ยิ้มอยู่ อายุ 37 ปี 2.นายสุนทร ดีสุวรรณ อายุ 68 ปี 3.นายนิติพัฒน์ โชคชัยธนพร อยุ 45 ปี 4.นายแบงค์ วรรณสีทอง อายุ 46 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดทั้งในฐานะนิติบุคคล และฐานะส่วนตัวรวม 5 หมายจับ 4 บุคคล โดยจะดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันเปิดสถานบริการเกินเวลาที่ กำหนดในกฎกระทรวง, ร่วมกันจำหน่ายสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันจำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ร่วมกันยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานบริการและผู้ได้รับอนุญาตตั้ง สถานบริการ ย้าย แก้ไข เปลี่ยนแปลง (เปลี่ยนชื่อ) สถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต” ซึ่งสามารถติดตามจับกุมมา ดำเนินคดีได้ทั้งหมดแล้ว
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า คดีดังกล่าวทั้ง 4 คดีนี้ มีพฤติการณ์ใกล้เคียงกันทั้งหมดคือ เป็นสถานบันเทิงที่มี กลุ่มทุนจีนเป็นเจ้าของ โดยใช้คนไทยมาเป็นนอมินีบังหน้า และยังมีเชื่อมโยงกับการกระทำผิดประเภทอื่นๆ เช่น ยา เสพติด บ่อนการพนัน หรือคอลเซ็นเตอร์ ในวันนี้ถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องทำความจริงที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ เกี่ยวข้องให้กระจ่าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และมีความมีมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากการเข้าค้น และจับกุมทั้งหมดในวันนี้แล้ว จะยังคงดำเนินการขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป หากพบหลักฐานเกี่ยวกับการ กระทำผิดเชื่อมโยงถือผู้ใด ก็จะนำมาดำเนินคดีให้หมด ไม่มียกเว้นแน่นอน

