มัลลิกา จับไต๋ กฎหมายฉบับธนาธร-ปิยบุตร “หลักการดีแต่มีสอดไส้หรือไม่” จะรับหลักการต้องเคลียร์ให้แจ่มก่อน ติง เขียนเหมือนฝันปฏิบัติไม่ได้จะกลายเป็น “โฆษณาชวนเชื่อ”
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน เวลา 17.00 ที่รัฐสภา ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อภิปรายระหว่างการประชุมของรัฐสภา กรณีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่ 14 ที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น เรื่องการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งเสนอเข้าสภาโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะซึ่งมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล อยู่ด้วย
โดยดร.มัลลิกา กล่าวว่า เวลาพูดได้ใจคนเยอะแต่ปัญหาของสภาแห่งนี้รู้สึกระแวงในเจตนาภายใต้ร่างนี้รายละเอียดข้างในมีอะไรที่สอดไส้ไว้อย่างไรหรือไม่ ควรต้องตรวจตราอย่างละเอียด เบื้องต้นเห็นด้วยกับการรับหลักการเรื่องนี้แต่พอตรวจสอบในหลายประเด็นอยากให้ผู้เสนอชี้แจงให้กระจ่างก่อนและควรทำความเข้าใจกับสังคมทั้งภายในและภายนอกให้ชัดเจนว่าไม่มีเจตนาสอดไส้
“เรื่องการกระจายอำนาจ กระจายรายได้ กระจายโอกาส คำพูดนี้ คนที่ปฏิบัติได้จริงและทำมาอย่างต่อเนื่องคือ รัฐบาลท่านชวน หลีกภัย คนที่เคยเสนอจนนำไปสู่การเลือกตั้ง นายก อบต.ได้จริงคือท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลสมัยนั้นการกระจายทั้งอำนาจ รายได้และโอกาสดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในเรื่องความเหมาะสมในบริบทต่างๆ ของสังคมไทยวันนี้ขอตั้งข้อสังเกต 2-3 ข้อในร่างนี้สำหรับผู้เสนอ มาตรา 250 การกำหนดให้การปกครองส่วนท้องถิ่นแบ่งเป็นรูปแบบทั่วไปตั้งแต่องค์กร เทศบาลตำบล รูปแบบอื่นๆและรูปแบบพิเศษ ปัญหาในทางปฏิบัติขีดความสามารถและศักยภาพของท้องถิ่นแต่ละแบบแตกต่างกัน หลักการดูดีมากแต่ในทางปฏิบัติมองไม่เห็น ตรงจุดนี้อาจต้องคุยกันในขั้นตอนการปฎิบัติ ว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ต่อไปเรื่องการกำหนดรายรับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระเรื่องการเงิน งบประมาณ การบริการสาธารณะ อำนาจจัดเก็บภาษีในมาตรา 253 ท่านได้คุยกับสำนักงบประมาณหรือยัง ได้เข้าไปเจรจาหรือศึกษาการจัดทำแผนงบประมาณหรือดูรายรับ-รายจ่าย งบประมาณแผ่นดินบ้างหรือยัง เพราะประสบการณ์ในการทำงานกับรัฐบาลมา 3 ยุค อุปสรรคสำคัญมากที่สุดของประเทศนี้คือ เงินงบประมาณและทัศนคติความคิด กรอบวินัยต่างๆของสำนักงบประมาณ ต้องมาดูรายละเอียดกันอย่างหนักมาก ไม่ใช่จะฝันอะไรก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ หรือชวนเชื่อประชาชนให้หลงอารมณ์ตามเราไม่ได้ พูดแล้วทำไม่ได้เป็นเรื่องที่ดิฉันมองว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ” ดร.มัลลิกา กล่าว
จากนั้น ดร.มัลลิกา กล่าวถึงอีกประเด็นที่ติดใจคือการกำหนดให้มีกฎหมายที่จะกำหนดวิธีการขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำบริการสาธารณะ เช่น การตั้งบรรษัท การให้อำนาจเอกชนจัดทำบริการสาธารณะแทน เพื่อประสิทธิภาพ ประสิทธิผล บริการสาธารณะมีหลากหลายรูปแบบ มีหลายอย่าง ขณะเดียวกันไม่สามารถ ดูรายละเอียดได้ว่าทางปฏิบัติจริงทำได้หรือไม่อย่างไร อย่างเช่น กรณีการศึกษาในพื้นที่ท้องถิ่น จะมีศักยภาพสามารถสร้างศักยภาพให้กับเด็กและเยาวชนของเราได้หรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องสงสัยอยู่
ดร.มัลลิกา กล่าวว่า โดยหลักการพอจะเข้าใจได้ แต่หลักปฏิบัติมองไม่เห็น เหมือนจินตนาการทั้งหมดประมาณ 9 ประเด็น มองว่าโดยหลักการพอจะรับได้แต่มีข้อสงสัยในเรื่องการปฏิบัติและยกตัวอย่างเป็นส่วนหนึ่งแต่ขณะเดียวกันสิ่งที่เสนอและกำลังจะให้สมาชิกรับหลักการไปก่อนและบอกว่ารายละเอียดอื่นไปคุยกัน อยากให้ผู้เสนอและคณะทั้งหมดกลับไปทำความเข้าใจกับสังคมภาคประชาชนที่อยู่ข้างนอกด้วย มีคนต่อต้านเยอะว่ามีเจตนาอะไรและรายละเอียดที่ทำมามีอะไรที่เป็นแนวทางปฏิบัติอยู่ตรงไหน สามารถอธิบายเรื่องเกี่ยวกับการยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาคได้อย่างไร การยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้านด้วยไหม การขจัดการระแวงระหว่างภาคประชาชนที่อยู่ข้างนอกนั้นก็สำคัญ เพราะสิ่งที่ทำหลายเรื่องที่ผ่านมาพูดอีกอย่างพอปฏิบัติเป็นอีกอย่าง แต่คนเชื่อในสิ่งที่พูดอย่างแรกไปแล้ว จะทำให้ประชาชนไว้วางใจได้อย่างไร จะเอาสมาชิกสภานี้ไปเป็นตัวประกันไหมในการทำในสิ่งที่ผิดจากเจตนารมณ์เฉพาะการผลักดันเรื่องนี้ ในรายละเอียดสงสัยกันว่า ถ้าไม่มีราชการส่วนภูมิภาคแล้วส่วนท้องถิ่นกับส่วนกลางจะเชื่อมกันได้อย่างไรและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลให้เกิดประโยชน์กับประชาชนได้จริงเป็นหลักที่เราควรต้องตั้งข้อสังเกตไว้

