รองรอย แถลง ตม.จับ 3 คดีสำคัญรวด จีนหนีคดีทางการต้องการตัว แก๊งคอลฯเกาหลี -โกง 491 พันล้านวอน

8.12.22 | 14:21 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติของ สตม.ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.

พล.ต.อ.รอยกล่าวว่า คดีแรกสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย มีหนังสือขอให้จับกุมและผลักดันนายเต๋อ (นามสมมุติ) อายุ 49 ปี สัญชาติจีนบุคคลที่ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนออกหมายจับและต้องการตัวไปดำเนินคดี ความผิดฐานฉ้อโกง โดยเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2557 นายเต๋อ จดทะเบียนและก่อตั้งบริษัท Jiahe โดยไม่มีการอนุมัติจากผู้กำกับดูแลการเงินฝากสาธารณะ โดยนายเต๋อ แนะนำโครงการลงทุน “Great Health Industry” แก่นักลงทุนโดยการออกใบปลิวของขวัญ การจัดกิจกรรมและทัวร์ฟรี จากนั้นได้ถอนเงินฝากสาธารณะไปอย่างผิดกฎหมายเพื่อวัตถุประสงค์ของการทำกำไร ทำให้มีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อ จำนวน 7,704 ราย มูลค่าความเสียหาย 1.27 พันล้านหยวน หรือประมาณ 6.35 พันล้านบาท ก่อนหลบหนีเข้ามาประเทศไทย ปี พ.ศ.2564

พล.ต.อ.รอยกล่าวอีกว่า สืบสวนทราบว่านายเต๋อ อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และ กทม. ก่อนจับกุมสืบทราบว่าจะเดินทางมาที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ จึงพบตัวพร้อมแจ้งคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้ทราบ และนำตัวส่ง ไปห้องกักตัวรอการส่งกลับไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อไป สำหรับนายเต๋อ เป็นบุคคลตามหมายจับของทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วยังถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย” เหตุเกิดท้องที่ สภ.เมืองพัทยา โดยอยู่ในระหว่างรับการปล่อยตัวชั่วคราว

คดีที่ 2 จับกุมนายเยจุน (นามสมมุติ) อายุ 51 ปี สัญชาติเกาหลี โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด บริเวณลานจอดรถของคอนโดมิเนียมย่าน ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี สำหรับนายเยจุน เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับสาธารณรัฐเกาหลีในคดีฉ้อโกง และเป็นบุคคลเป็นที่ต้องการตัวของทางการสาธารณรัฐเกาหลี ตามประกาศตำรวจสากลสีแดง โดยมีพฤติการณ์ในการกระทำผิด คือมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงินของกลุ่มบริษัทหนึ่งในสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างเดือน พ.ย.2561 ถึงเดือน เม.ย.2563 ร่วมกับพวกสมรู้ร่วมคิดในการยึดทรัพย์สิน จำนวนเงิน 491 พันล้านวอน จากบริษัท 5 แห่ง เช่น Kales Hoidings Inc. Chankhanee Invest Inc. โดยมีการโอนเงินดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารของตัวเองสำหรับวัตถุประสงค์ส่วนตัว และยังสมรู้ร่วมคิดกันโดยให้บริษัท Vivien Inc. เข้าซื้อหุ้นของบริษัท Infinity&T Inc จำนวน 11,307,150 หุ้น โดยราคาซื้อ 5,085 วอนต่อหุ้น รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดกว่า 62,406 ล้านวอน หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1,647 ล้านบาท แล้วหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลพบว่านายเยจุน เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2565 รับการยกเว้นการตรวจลงตราประเภท ผ.ผ.90 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 1 พ.ย.2565 การได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยมีข้อมูลว่าพักอาศัยใน อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จนถูกติดตามจับกุม เบื้องต้นนายเยจุน ไม่มีหนังสือเดินทางแสดงแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม เมื่อตรวจสอบข้อมูลพบว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว และเป็นบุคคลคนเดียวกันกับที่ทางการเกาหลีใต้ต้องการตัว จึงแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบว่าเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด

คดีที่ 3 พล.ต.ต.พันธนะ หัวหน้าชุด PCT ชุดที่ 1 ปฏิบัติการทลาย 4 จุด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สัญชาติเกาหลี เงินหมุนเวียนกว่า 50 ล้านบาท โดยใช้หมายค้นของศาลจังหวัดเชียงใหม่เข้าค้นในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอหางดง และอำเภอสันกำแพง รวม 4 จุด โดยเป็นบ้านหรูจำนวน 2 หลัง และคอนโด 2 ห้อง เป็นสถานที่ตั้งของกลุ่มคนเกาหลีที่ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนในลักษณะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ผลตรวจค้นจับกุมนาย ลี จอง อายุ 21 ปี นาย ลี อายุ 44 ปี นาย จอง อายุ 27 ปี นาย โน อายุ 31 ปี และนาย ซัง อายุ 30 ปี ทั้งหมดสัญชาติเกาหลีใต้ พร้อมของกลางคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง, แท็บเล็ต 4 เครื่อง และโทรศัพท์บ้าน 7 เครื่อง โดยกล่าวหาว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”
ทั้งนี้ กงสุลฝ่ายตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย ขอความร่วมมือจับกุมบุคคลสัญชาติเกาหลีใต้ผู้มีหมายจับ

Advertisement

พล.ต.ต.พันธนะ กล่าวกลุ่มคนร้ายมีพฤติการณ์จัดตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อหลอกบุคคลสัญชาติเกาหลี เคยเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ที่ประเทศจีน ต่อมาหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยมาตั้งฐานในการกระทำความผิดเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการกระจายจุดที่ตั้งของพนักงานคอลเซ็นเตอร์ออกไปยังคอนโด 2 ห้อง โดยผู้ถูกจับทั้ง 5 ราย รับสารภาพว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พากันหลบหนีจากประเทศจีน เพื่อมาตั้งฐานในประเทศไทย โดยมีการแบ่งหน้าที่กันคือนาย ลี จอง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแก๊ง คอยควบคุมสั่งการ ดูแลจัดหาที่ตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้ อีกทั้งยังเป็นคนคอยจัดการเรื่องเงินที่ได้จากการหลอกลวง มีการโอนเงินไปซื้อขายเหรียญคริปโทอันเป็นลักษณะการฟอกเงิน ส่วนที่เหลือทำหน้าที่เป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ โทรหาผู้เสียหาย พูดคุย ตามสคริปที่เตรียมไว้ แล้วทำการหลอกให้โอนเงิน โดยใช้อุบายว่าเป็นเจ้าพนักงานอัยการเกาหลี ตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดีที่มีอัตราโทษร้ายแรง ต้องทำการตรวจสอบเงินในบัญชี เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินมาให้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย โดยพนักงานจะได้รับเงินรางวัล 5-10% ของยอดเงินที่หลอกได้ โดยแต่ละคนเคยได้รับเงินรางวัลมากกว่า 150,000 บาทต่อผู้เสียหาย 1 ราย ซึ่งนาย ลี จอง จะเป็นผู้จัดสรรยอดเงินนั้น โดยปรากฏรายการเบอร์โทรศัพท์สำหรับการสุ่มโทรมากกว่า 30,000 เบอร์ มีผู้เสียหายจำนวนหลายราย มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท