ทลายรังโจรสวมรอย ‘ไอโมบาย แบงกิ้ง’ ส่ง SMS ลิงก์ปลอมแบงก์-สรรพากร-ไฟฟ้า หลอกดูดเงินเหยื่อ

25.05.23 | 13:41 น.

ทลายรังโจรสวมรอย ‘ไอโมบาย แบงก์กิ้ง’ ส่ง SMS ลิงก์ปลอมแบงก์-สรรพากร-ไฟฟ้า หลอกดูดเงินเหยื่อ

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. แถลงว่า  พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คําชํานาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.อํานาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 ระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรูปแบบขบวนการส่งข้อความสั้น (SMS) ในลักษณะลิงก์ปลอมอ้างชื่อเป็นสถาบันการเงินชื่อดังหลอกดูดเงินผู้เสียหายซึ่งมีพี่น้องประชาชนตกเป็น
เหยื่อจํานวนมาก ทาง พล.ต.ต.สถิตย์ ร่วมสืบสวนและวิเคราะห์ข้อมูลกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อหาตัวกลุ่มขบวนการที่กระทําความผิด โดยพบคนร้ายกระทําโดยนําเครื่องจําลองสถานีฐาน (False Base Station) ใส่ไว้ในรถแล้วขับออกไปสถานที่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยหากรถแล่นผ่านไปทางใดก็จะส่งสัญญาณไปยังโทรศัพท์มือถือที่อยู่บริเวณใกล้เคียงแล้วส่งข้อความสั้น (SMS) ในลักษณะลิงก์ปลอมอ้างชื่อเป็นสถาบันการเงิน กรมสรรพากร การไฟฟ้า เป็นต้น โดยหากประชาชนหลงเชื่อและกดลิงก์ดังกล่าว ก็จะถูกให้ติดตั้งแอพพลิเคชั่นควบคุมเครื่องระยะไกล โดยสามารถโอนเงินจากบัญชีธนาคารที่เครื่องโทรศัพท์นั้นติดตั้งแอพพลิเคชั่นประเภทโมบาย แบงกิ้ง (Mobile Banking)

พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์กล่าวว่า ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตํารวจ บช.สอท.เข้าตรวจค้นจับกุมกลุ่มขบวนการดังกล่าวโดยจับกุม นายสุขสันต์ อายุ 40 ปี กับพวกรวม 6 คน ข้อหา “ร่วมกัน ทํา มี ใช้ นําเข้า นําออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 11 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันใช้คลื่น ความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการ โทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมาตรา 67(3) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม, เป็นอั้งยี่หรือซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา” โดยเข้าจับกุมกลุ่มขบวนการในครั้งนี้ กระจายเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาหลายจุด ได้แก่ บริเวณลานจอดรถหน้าร้านสะดวกซื้อในซอยบางแวก 33 บนถนนราชพฤกษ์ ในขณะที่รถกําลังแล่นออกไปเพื่อส่งสัญญาณ ตรวจยึดรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องจําลองสถานีฐาน (False Base Station) จํานวน 4 คัน พร้อมอุปกรณ์ 4 ชุด

จากนั้นเข้าตรวจค้นห้องพักนายสุขสันต์ ซึ่งทําหน้าที่เป็นคนจ่ายงาน และตรวจยึดเครื่องจําลองสถานีฐาน (False Base Station) ที่ยังไม่ได้แกะออกมาใช้อีก 1 ชุด ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การรับว่าได้รับการติดต่อว่าจ้างจากคนรู้จักที่ทํางานอยู่ประเทศเพื่อนบ้านโดยจะได้ค่าจ้างสําหรับการวิ่งส่งสัญญาณเดือนละ 80,000 บาท ซึ่งเครื่องดังกล่าวนั้นสามารถส่งสัญญาณไปยังโทรศัพท์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้วันละ 20,000 หมายเลขต่อเครื่อง ทั้งนี้ฝากถึงเจ้าหน้าที่ตํารวจในพื้นที่ต่างๆ โดยหากพบรถที่มีอุปกรณ์ในลักษณะดังกล่าว ให้ทําการตรวจค้นจับกุม หากพบรถที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ ให้ บช.สอท.เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับหน่วยต่างๆ ตรวจสอบ เพื่อตัดวงจรไม่ให้เกิดเหตุกับพี่น้องประชาชน

ต่อมาเวลา 14.00 น.พลตำรวจเอกดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พลตำรวจโทวรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงความคืบหน้าขบวนการส่งข้อความสั้น (SMS) ในลักษณะลิงก์ปลอม อ้างชื่อเป็นสถาบันการเงินเพื่อหลอกดูดเงินผู้เสียหาย

Advertisement

โดยพล.ต.ท.วรวัฒน์ ระบุว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อจากขบวนการส่งSMS ในลักษณะลิงก์ปลอม อ้างชื่อเป็นธนาคารกสิกรไทย หลอกดูดเงินผู้เสียหาย ซึ่งขบวนการดังกล่าวกําลังแพร่ระบาดพบข้อมูลระบบการรับแจ้งความออนไลน์ ในช่วงเดือน มีนาคม -พฤษภาคม 2566 มีการแจ้งความออนไลน์รวมค่าความ เสียหาย 175,159,482 บาท จึงได้เร่งรัดสืบสวน

โดยร่วมสืบสวนและวิเคราะห์ข้อมูลกับผู้ ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อหาตัวกลุ่มขบวนการที่กระทําความผิด จนกระทั่งพบว่าคนร้ายนําเครื่อง จําลองสถานีฐาน (False Base Station) ใส่ไว้ในรถแล้วขับออกไปยังสถานที่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยหากรถแล่นผ่านไปทางใดก็จะส่งสัญญาณไปยังโทรศัพท์มือถือที่อยู่บริเวณใกล้เคียง แล้วส่ง SMS ในลักษณะลิงก์ปลอม อ้างชื่อเป็นสถาบันการเงิน กรมสรรพากร การไฟฟ้า เป็นต้น

พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวต่อว่า ซึ่งก่อนหน้านี้อุปกรณ์ดังกล่าวถูกใช้บริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและส่งสัญญาณในประเทศไทย ทำให้ไทยใช้มาตรการควบคุมสัญญาณให้อยู่ในรัศมีวงจำกัด มิจฉาชีพจึงต้องนำเข้าเครื่องดังกล่าวเข้ามาในประเทศโดยตรงแทน และหากหลงเชื่อและกดลิงก์ดังกล่าว ก็จะถูกให้ติดตั้งแอพพลิเคชั่นควบคุมเครื่องระยะไกล โดยสามารถโอนเงินจากบัญชีธนาคารที่เครื่องโทรศัพท์นั้นติดตั้งแอพพลิเคชั่นประเภท Mobile Banking

ในเบื้องต้นตำรวจสามารถจับกุม นายสุขสันต์ อายุ 40 ปี กับพวก รวม 6 คน ขณะที่รถกําลังแล่นออกไปเพื่อส่งสัญญาณ ตรวจยึดรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องจําลองสถานีฐาน จํานวน 4 คัน พร้อมอุปกรณ์ 4 ชุด และผู้ต้องหาสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การรับว่าได้รับการติดต่อว่าจ้างจากคนรู้จักที่ทํางานอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะได้ค่าจ้างสําหรับการวิ่งส่งสัญญาณเดือนละ 80,000 บาท ซึ่งเครื่องดังกล่าวนั้นสามารถส่งสัญญาณไปยัง โทรศัพท์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้วันละ 20,000 หมายเลขต่อเครื่อง โดยรับเข้ามา4 เครื่องซึ่งตนกับพวกไม่มีความรู้เชิงลึกในการใช้อุปกรณ์ มีหน้าที่เพียงกดเปิดเชื่อมต่อสัญญาน ไม่จำเป็นต้องมีเบอร์โทรศัพท์ผู้เสียหาย แต่เป็นการใช้วิธีดักสัญญาณจากเสาจริง

นอกจากนี้ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. เปิดเผยว่าอุปกรณ์ ’stingray’ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ปลอมเสาสัญญาณและส่ง sms ให้กับผู้เสียหาย ปกติจะถูกใช้กรณีเกิดภัยพิบัติที่สัญญาณมือถือไม่สามารถใช้การได้ และไว้เป็นช่องทางสื่อสารถึงผู้ประสบภัย หรือใช้ในหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกา ในการดักรับข้อมูล เนื่องจากเป็นเสาสัญญาณที่มีขนาดเล็กสามารถหลอกให้มือถือในพื้นที่มาเชื่อมต่อกับเสาสัญญาณดังกล่าวได้ อีกทั้งสามารถตั้งค่าชื่อผู้ส่งเป็นหน่วยงานต่างๆได้ และจะสางข้อความอะไรไปก็ได้ / และหลังจากนี้จะต้องส่งหนังสือสอบถามไปที่หน่วยงานทหารว่า อุปกรณ์นี้ถูกใช้ในกิจการทหาร หรือเป็นยุทธภัณฑ์หรือไม่ หากเป็นก็จะมีการแจ้งข้อหาผู้ต้องหาเพิ่ม

ด้านพล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กล่าวว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นกลุ่มผู้ต้องหาจะมีเพิ่มจากนี้หรือไม่อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลต่อ โดยฐานข้อมูลหลักของกลุ่มนี้อยู่ที่ต่างประเทศ เข้ามาปฏิบัติการเฉพาะอุปกรณ์ ซึ่งมีมูลค่าหลักล้านบาทต่อเครื่อง

เบื้องต้นแจ้งข้อหา ‘ร่วมกัน ทํา มี ใช้ นําเข้า นําออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต, ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ร่วมกันใช้คลื่น ความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการ โทรคมนาคมแบบที่สาม, เป็นอั้งยี่ หรือซ่องโจร’

ขณะที่วันนี้ในการแถลงข่าวเจ้าหน้าที่ได้มีการทดสอบส่งข้อความให้กับสื่อมวลชนและผู้เสียหายที่มารับฟัง

ด้าน นางพิชชาอร อายุ 47 ปี ผู้เสียหาย เปิดเผยถึงพฤติการณ์ของแก๊งมิจฉาชีพว่า ขณะที่ตนเองนั่งทำงานอยู่ได้มี SMS ส่งมาหาตนเอง ระบุว่า “บัญชีของคุณกำลังมีผู้พยายามทำธุรกรรม” ซึ่งก็มีการแนบลิ้งก์มาใน SMS ตนเองได้กดไปที่ลิ้งก์ดังกล่าว และระบบได้ระบุให้เพิ่มเพื่อนผ่านแอพพลิเคชันไลน์ และเปลี่ยนชื่อลิ้งก์เป็น K Connect

จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ทักมาสอบถามชื่อ และข้อมูลการใช้งานของตนว่าทำธุรกรรมอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่หรือไม่ โดยตนเองได้ปฏิเสธและระบุว่าตนเองอยู่ที่กรุงเทพฯ จากนั้นทางกลุ่มมิจฉาชีพได้แจ้งข้อมูลว่ามีผู้พยายามทำธุรกรรมกับบัญชีของตนผ่านจีเมล ซึ่งข้อมูลทุกอย่างที่แจ้งถูกต้องทั้งหมด รวมทั้งยังทราบด้วยว่าตนเองมีบัญชีเงินฝากทั้งหมด 4 บัญชี

จากนั้นก็ยังให้กดแอพพลิเคชันที่ชื่อว่า “เค ซีเคียวริตี้” ที่ระบุว่า แอพฯ นี้จะสามารถตรวจสอบต้นตอได้ว่าบุคคลใดกำลังเข้าระบบบัญชีของตนเองอยู่ แต่ข้อเท็จจริงแล้วการกดเข้าไปคือการรีโมทโทรศัพท์ของตนเองอยู่ และหลังจากนั้นจะไม่สามารถทำอะไรกับโทรศัพท์ได้ ลักษณะคล้ายโทรศัพท์กำลังอัพเดทอยู่โดยขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ และเมื่อโทรศัพท์อัพเดทเสร็จสิ้นก็พบว่าเงินได้ถูกโอนออกไปแล้วจากทั้งหมด 4 บัญชี เป็นจำนวนราว 3 แสนกว่าบาท และจากบัญชีบัตรเครดิตที่มิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ และเข้าไปเปลี่ยนวงเงินเป็นเงินสดอีกราว 8 หมื่นบาท รวมทั้งหมดเสียหายรวมกว่า 4 แสนบาท ซึ่งรวมเวลาที่แก๊งมิจฉาชีพใช้ในการหลอกทำธุรกรรมอยู่ที่ราว 30 – 35 นาที