ร้อง กสม.หวั่นผลกระทบข้ามแดน จากโรงไฟฟ้าหงสา ‘นักวิชาการ’ แนะติดตั้งระบบเฝ้าระวัง

ร้อง กสม.หวั่นผลกระทบข้ามแดน จากโรงไฟฟ้าหงสา ‘นักวิชาการ’ แนะติดตั้งระบบเฝ้าระวัง

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน และเครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือเพื่อให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จากผลกระทบข้ามแดนจากโครงการโรงไฟฟ้าและเหมือนถ่านหินหงสาใน สปป.ลาว ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติใน สปป.ลาวและไทย

นางวรวรรณ ศุกระฤกษ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ลุ่มน้ำโขงจาก Earthrights International
โครงการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าหงสา ตั้งอยู่ในเมืองเงิน แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 15 กม. นับเป็นโครงการความร่วมมือที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง สปป.ลาวและไทย โครงการนี้มีความเสี่ยงที่จะปล่อยโลหะหนัก ปรอท ลงสู่แหล่งน้ำในท้องถิ่นและสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ที่ชุมชนท้องถิ่นใช้เป็นแหล่งอาหารและการดำรงชีวิต และยังมีผลกระทบข้ามพรมแดนที่สำคัญอีกด้วย

นางสาวศยามน ไกยูรวงศ์ กสม. กล่าวว่า กสม.จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดน่าน ทั้งนี้ เคยลงพื้นที่สอบถามข้อมูลชาวบ้านบางส่วน ในกรณีผลกระทบจากโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหิน ซึ่งมีความกังวลใจว่ามีชาวบ้านได้รับผลกระทบจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องมีการตรวจสอบ โดยประมาณต้นเดือนสิงหาคมนี้จะเข้าไปจัดเวทีที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและรับฟังข้อกังวลของชาวบ้านในพื้นที่ให้ชัดเจน

Advertisement

“หากได้รับการยืนยันข้อเท็จจริงจากพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะจัดทำรายงานและแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ทราบเป็นข้อมูลที่เป็นทางการ ซึ่งจะสามารถนำไปขับเคลื่อนต่อไปในกระบวนการเพื่อปกป้องสิทธิชาวบ้านได้” นางสาวศยามลกล่าว

น.ส.สมพร เพ็งค่ำ นักวิชาการอิสระและผู้จัดการชุดโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน กรณีมลพิษข้ามแดนจากโรงไฟฟ้าหงสา กล่าวว่า ข้อเสนอต่อการจัดการมลพิษข้ามแดนจากโรงไฟฟ้าหงสา คือ 1.ติดเครื่องดักปรอท 2.ปรับปรุงประสิทธิภาพเทคโนโลยีในการดักจับฝุ่น การดักจับไนโตรเจนออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 3.ให้มีระบบเฝ้าระวังผลกระทบโดยชุมชนมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังชุมชนตนเองและทำงานร่วมกับนักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงให้มีการแชร์ข้อมูลจากโรงไฟฟ้าหงสาด้วย 4.ให้มีกระบวนการตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้น หากพิสูจน์ได้ว่ามาจากมลพิษโรงไฟฟ้าหงสา ให้มีการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรม รวมถึงจ่ายค่าดำเนินการในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนด้วย

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image