รื้อทิ้งความเหลื่อมล้ำ ‘สู่รัฐสวัสดิการ’ ในความฝันที่ไม่เกินเอื้อม

ความเหลื่อมล้ำ นับเป็นประเด็นที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยครั้งในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเด็นเศรษฐกิจสังคม 

เมื่อความเท่าเทียมถูกเรียกร้องต้องการรัฐสวัสดิการจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่หลายฝ่ายวาดหวังเพื่อไปให้ถึง 

23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในงาน BOOKS & BEERS 2023 เทศกาลอ่านและดื่มอย่างรื่นรมย์ No Book I Cry, No Beer I Die ณ ตึกสิงห์ คอมเพล็กซ์ 

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของหนังสือแด่ทุกต้นกล้าความฝัน : ประวัติศาสตร์ กรณีศึกษา และเส้นทางการต่อสู้สู่รัฐสวัสดิการขึ้นเวทีเสวนาในหัวข้อสู่รัฐสวัสดิการ ในความเหลื่อมล้ำและความฝันที่ไม่เกินเอื้อม 

Advertisement

รัฐสวัสดิการ สิ่งที่ทุกคนตามหาสิ่งที่ทุกคนอยากได้ มันก็คือสิ่งที่ประชาชนต้องการให้เงินบาทแรก จนถึงเงินบาทสุดท้ายมาเป็นสวัสดิการของประชาชน มาเป็นเงินบำนาญให้คนแก่ มาเป็นเงินให้การศึกษา มาเป็นเงินให้เด็กเรียนมหาวิทยาลัยได้ฟรี เป็นรัฐสวัสดิการที่สำคัญอันดับแรกของประชาชน เหลือค่อยไปทำอย่างอื่น แต่ต้องถมความต้องการของประชาชนก่อน แต่เราไม่ได้อยู่ในรัฐแบบนี้ เราอยู่ในรัฐที่จ้างทหารก่อนนางพยาบาล เราอยู่ในรัฐที่มีตำรวจประจำทุกแยกไฟแดง แต่เราต้องทำผ้าป่าเพื่อจ้างครูสอนหนังสือ ตรงนี้คือภาพที่เห็นได้ว่าเราไม่ได้อยู่ในรัฐสวัสดิการ เอาไปถมให้ความมั่นคงก่อนเหลือถึงมาโยนเศษเนื้อให้กับประชาชน เพราะฉะนั้น

รูปธรรมของรัฐสวัสดิการก็คือ บาทแรกจนถึงบาทสุดท้ายต้องเป็นของประชาชนก่อนอาจารย์ธรรมศาสตร์เกริ่นด้วยข้อมูลเข้มข้นจนเห็นภาพ ก่อนไปต่อยังประเด็นถัดไป

 

รัฐสวัสดิการ มากกว่านโนบาย

เพราะเริ่มฝัน แล้วสู้ร่วมกัน จึงเป็นไปได้

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ เผยว่า มีคำขวัญที่สืบทอดกันมาทำให้คนเข้าใจผิดว่า คุณให้ประเทศมากพอแล้วหรือยัง เราถึงจะได้จากประเทศ แต่วันนี้เราอยู่ในตึกสูงหรูหรา ราคาแพง ถามหน่อยว่าใครสร้างตึกนี้ขึ้นมา หลายคนอาจจะบอกว่านายทุน แต่ที่จริงคือผู้ใช้แรงงาน ทั้งไทยและแรงงานต่างชาติ เมืองนี้เต็มไปด้วยวินมอเตอร์ไซค์ คนส่งของ พนักงานทำความสะอาด มูลค่าที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ก็เกิดจากแรงงานทั้งนั้น 

คำว่ารัฐสวัสดิการกับสังคมไทยหลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลพอสมควร จนเราฝัน เราต่อสู้ร่วมกัน เราตั้งคำถามดูว่า ในสิ่งที่คุณปรีดี พนมยงค์ทำ เป็นสิ่งที่คนไม่คิดฝันว่าจะเกิดขึ้น พ..2514 มีการถกเถียงกันในสภาการศึกษา ในสภาผู้แทนราษฎร ว่าเราจะมีมหาวิทยาลัยที่ค่าเรียนถูกมากๆ ไม่ต้องสอบเข้า อยากจะเรียนตอนไหนก็มา ทุกชนชั้นได้เข้าถึง ไม่มีใครบอกว่าเป็นไปได้ จนภาคประชาชนเข้ามา มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็เกิดขึ้น ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน ไม่มีใครคิดว่าประเทศยากจนอย่างประเทศไทยจะมีการรักษาพยาบาลฟรี แม้กระทั่ง ส..เขตพรรคไทยรักไทยยังไม่เชื่อเลย แต่เรื่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคก็เกิดขึ้น เราไม่เคยเชื่อว่าเรามีงบประมาณ 70,000 ล้านให้เบี้ยผู้สูงอายุ 

นักวิชาการท่านนี้ยังย้ำด้วยว่า รัฐสวัสดิการเป็นสิ่งมากกว่านโยบายที่แยกขาด หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งมุมมองทางด้านปรัชญา ทั้งคุณค่า มุมมองว่าคนเท่ากัน 

ถ้าเราเชื่อว่าคนเท่ากันก็จะง่าย เรื่องเศรษฐกิจ การจัดการงบประมาณการเงินก็สำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุด คือการเมือง และไม่ใช่แค่การเมืองในสภา และพรรคการเมือง คุณควรกลัวว่าหลังการเลือกตั้งทั้งพรรคการเมืองอนุรักษนิยมและฝ่ายก้าวหน้าจะกอดคอกัน สิ่งที่ต้องกังวลคือ พวกเขาจะไม่ทำ

..2562 มีพรรคการเมืองพูดเรื่องสวัสดิการ เรื่องการศึกษาฟรี แต่พวกเขาไม่ทำ พ..2566 มีการหาเสียงผ่านนโยบายรัฐสวัสดิการมากขนาดนี้ เพราะการต่อสู้จากคนรุ่นใหม่จากทั่วทิศปราศรัยเรื่องรัฐสวัสดิการ เรื่องการเรียนมหาวิทยาลัยฟรี วันนี้เห็นภาพแล้วว่าถ้าเงียบ ไม่ส่งเสียง อภิสิทธิ์ชนจะคิดแทนเราหมดเลย

เลือกตั้ง 66 ประชาชนชนะแล้วครึ่งหนึ่ง 

แต่ 4 ปียังเปลี่ยนไม่ได้

สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน แม้ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์มองว่า ประชาชนชนะครึ่งหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งเดียวยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร 

เราก็ทราบอยู่ในอกว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ใน 4 ปี เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ประชาชนเองต้องกดดันมากขึ้น พยายามดันเรื่องนี้ให้เป็นวาระสำคัญ 

สำหรับกรณีศึกษาในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมนุษยชาติในโลกสากล รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ยกตัวอย่างประเทศฟินแลนด์ 

อย่างที่ทราบกันว่า ฟินแลนด์เป็นประเทศที่การศึกษาดีที่สุด ประเทศนี้มีการนัดหยุดงานของแรงงานในภาคเกษตร ทั้งครู ทั้งราชการ เพื่อต่อรองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญ คือการต่อสู้ ในประเทศฟินแลนด์ผู้หญิงอายุ 34 ปีได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั่วโลกกล่าวถึงมากมาย แต่ชาวฟินแลนด์ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าคุณจะเกิดมาในสถานะไหนก็สามารถเลือกชะตาชีวิตตัวเองได้ 

ตัดภาพกลับมายังประเทศไทย รศ.ดร.ษัษฐรัมย์อธิบายว่า ในไทยมีนักศึกษาที่ได้รับการศึกษาฟรี 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือนักเรียนนายร้อย เรียนฟรีมีเงินเดือน และติดยศ กลุ่มที่ 2 คือลูกหลานข้าราชการ ซึ่งแค่เกิดมาก็มีสวัสดิการเพียบพร้อม 

ผมมีโอกาสที่ได้สนทนากับคนรวยและนักการเมืองหลายท่าน และไม่ได้เก่งกว่า และฉลาดกว่าพวกเรา ทำไมเขาถึงสำเร็จได้ นั่นเพราะพวกเขาลองผิดลองถูกได้ ถ้าหากคุณลงทุน 10 ล้านบาทแล้วเจ๊ง แล้วไม่เสียดายเงินไม่คิดอะไร คุณก็ไปบริหาร 100 ล้านบาทได้ แต่คนส่วนมากในสังคมไทยไม่ได้มีอภิสิทธิ์แบบนั้น ไม่สามารถมาลองผิดลองถูกได้

ในประเทศรัฐสวัสดิการคุณได้รับโอกาสนั้น โอกาสเรียนฟรี คุณทำงานนี้แล้วไม่ชอบ ก็ทำงานอย่างอื่นได้ เช่น หากเป็นอาจารย์ในฟินแลนด์ เมื่อสอนมา 10 ปีแล้ว รู้สึกอิ่มตัวจะมีสิทธิว่างงาน 1 ปี และมีสิทธิรับเงินเดือน 80% ก่อนที่จะได้งานใหม่ อาจไปเขียนบทภาพยนตร์ระหว่างหมดไฟแทน ซึ่งผมเคยตั้งคำถามว่า รัฐบาลจะได้อะไร เขาบอกว่า ประเทศนี้ก็จะเสียอาจารย์ที่หมดไฟไปหนึ่งคน แต่ก็จะได้คนที่เขียนบทภาพยนตร์ที่มีไฟขึ้นมา 

ศักราชนี้คือช่วงเวลาที่มีหวัง

เมื่อคนตั้งคำถาม #ถ้าการเมืองดี

ปิดท้ายด้วยประเด็นที่ว่า เมื่อไหร่จึงจะเป็นไปได้จริง ? 

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ มองว่า นี่คือช่วงเวลาที่มีความหวัง บอกได้เลยว่ามีกระแสมีทั้งคนสนใจและคนไม่สนใจ แต่ในช่วงที่มีคนสนใจ ก็จะล้อกับบรรยากาศทางการเมือง มีการตั้งคำถามว่า เราควรจะได้อะไรถ้าการเมืองดี 

คนช่วยกันพูดรณรงค์ มีคนตั้งคำถามว่า หากมีรัฐสวัสดิการดีคนจะขี้เกียจไหม คนก็บอกไม่ เพราะทุกคนก็ยังทำงานเหมือนเดิม คนได้สวัสดิการดีๆ ก็มีเยอะแยะ แต่ก็ยังทำงานกันปกติ คนเข้าใจก็ก้าวกระโดดเช่นเดียวกัน หลายคนเป็นสื่อมวลชน ก็ทำได้ ให้คนมาสนใจในเรื่องนี้เรื่องที่ง่ายที่สุดคือการคุยกันเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องปกติว่าทำไมเด็กตัวน้อยยังต้องลาออกจากโรงเรียนมาทำงาน การที่ทำให้คนมีความฝันแต่ต้องเป็นหนี้ เราต้องสนทนาเรื่องนี้ให้เป็นปกติ ไม่ว่าจะในวงเหล้า คุยกับเพื่อน กับเจ้านาย กับลูกน้อง

ธรรมชาติของมนุษย์ เราเกิดมากับของฟรี แสงแดด พระอาทิตย์ ไม่เคยวางบิลกับต้นไม้ เรื่องเล่าคำสอนต่างๆ ฟรี แต่การศึกษากลับราคาแพง เราต้องช่วยกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้รศ.ดร.ษัษฐรัมย์กล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า 

เราทนอะไรแย่ๆ มา 9 ปี การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นก้าวสำคัญที่จะพูดถึงชีวิตที่เราควรมีได้

 

*********

แด่ทุกต้นกล้าความฝัน

แด่ทุกต้นกล้าความฝัน เป็นหนังสือที่อ่านสนุก อย่าคิดว่าเป็นหนังสือวิชาการ มีการยกตัวอย่างต่างๆ สามารถอ่านจบได้ภายในหนึ่งวัน พวกเราทุกคนคู่ควรกับรัฐสวัสดิการ เราควรมีชีวิตที่ดีกว่านี้ 

หนังสือเล่มนี้เป็นเชิงอรรถของยุคสมัย จริงๆ แล้ว ชนชั้นนำเขาไม่ได้กลัวอะไรที่ซับซ้อนมากมาย พวกเขากลัวแค่ประชาชนจะมีชีวิต

ที่ดี เพราะเมื่อท้องอิ่ม ประชาชนจะตั้งคำถามถึงสิ่งที่ดีกว่า หนังสือเล่มนี้เป็นการตกตะกอนจากการสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 10 กว่าปี การสนทนากับคนรุ่นใหม่หลายคน 

ใน พ..2566 ส่วนตัวคิดว่าความกลัวของชนชั้นนำยังเป็นเรื่องเดิม กลัวว่าพวกเราจะท้องอิ่ม คนแก่ได้รับเงินเกษียณและได้รับเงินบำนาญ เด็กไม่ต้องกู้กองทุน ก... และมีชีวิตที่ดีในการเรียนมหาวิทยาลัยฟรีได้ พวกเขากลัวสิ่งนั้น 

ถ้าใครได้อ่าน ผมพยายามสนทนากับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก พยายามคืนชีวิตคืนหน้าตาให้กับพวกเขา กับประสบการณ์ร่วมสมัย กับพนังงานรักษาความปลอดภัยอายุ 19 ปี นี่คือบทสนทนาที่ผมพยายามจะตกผลึกกับหนังสือเล่มนี้

ชญานินทร์ ภูษาทอง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image