ทูตรัศม์ ชี้ สภาวะการเมืองไทยพิสดารมากพอควร ไม่มีใครชอบสักคน แต่หากไม่ประนีประนอม ประเทศก็เดินหน้าไม่ได้ ประชาชนคือคนรับทุกข์
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตเอกอัครราชทูต โพสต์ข้อความผ่านเพจ “ทูตนอกแถว The Alternative Ambassador Returns” ระบุว่า การเมืองที่ไม่มีใครชอบสักคน
ขณะนี้สภาวะการเมืองไทยมันพิสดารมากพอควร โดยผมคิดว่ามันไม่มีใครหรือฝ่ายใดที่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้เลย
ว่ากันตามตรง แม้แต่ฝ่ายเผด็จการ อำนาจนอกระบบทั้งหลายที่เราด่าๆ กันตอนนี้ เขาก็คงไม่ได้ว่าชอบเท่าไหร่ ถ้าทำได้เขาก็คงไม่อยากให้มีการเลือกตั้งหรอก แต่ก็ต้องจำใจให้มี
ฝ่ายประชาธิปไตยก็ย่อมไม่พอใจเช่นกัน เพราะมันไม่เป็นไปตามที่หวัง จากจระเข้ขวางคลอง อุปสรรคกับดักขวากหนามต่างๆ ของฝ่ายเผด็จการที่ยังคงอยู่เต็มไปหมด
จนหลายคนเริ่มท้อแท้หมดหวัง
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็มองได้หลายมุม โดยผมเองเป็นคนที่เชื่อในเรื่องการคิดบวก ในชีวิตนักการทูต ผมถูกส่งไปประจำการในหลายประเทศซึ่งไม่ใช่ที่สะดวกสบายหรูหรา ไม่ว่าจะในทวีปแอฟริกาหรือในเอเชียที่ห่างไกล แต่ทุกแห่งที่ไปผมพยายามมองหาข้อดีของที่นั่นให้ได้และสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขพอควร
สำหรับการเมืองไทยตอนนี้มันก็น่าปวดหัวและดูหดหู่จริง แต่มันก็อาจมีสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า silver lining ข้อดีในข้อเสียอยู่บ้างก็ได้ถ้าเราตั้งใจมองหามัน
ผมคิดว่าการที่ฝ่ายเผด็จการจำต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง และตัวเองก็ต้องมาลงสมัครรับเลือกตั้ง มาขอเสียงจากประชาชนที่ตนเองเคยปล้นไป แล้วก็ได้รับผลการพิจารณาของประชาชนที่ส่วนใหญ่เขาไม่เลือกนั้น ถือเป็นชัยชนะอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยได้ (แม้ว่ายังไม่ได้เต็มที่)
และในขณะเดียวกันเราอาจมองได้เช่นกันว่าการที่ฝ่ายนิยมเผด็จการต้องมาลงเลือกตั้งนั้นต่างหาก ที่เป็นการข้ามขั้วจากฝ่ายนิยมเผด็จการเข้ามาสู่หนทางของประชาธิปไตย
และแม้จะมีคนเลือกเป็นส่วนน้อย แต่เขาเหล่านั้นก็เป็นประชาชนคนไทยที่มีสิทธิและเสียงไม่ต่างกับเราๆ ท่านๆ
มันไม่ควรมีความคิดทำนองข้าเป็นประชาธิปไตยมากกว่าใคร ในหลักการของประชาธิปไตยไหม
อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลกันอีก ซึ่งก็ไม่มีใครตอบได้แน่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และผมเองยอมรับว่าน่าจะมีโอกาสไม่มากนักที่จะจบลงได้อย่างง่ายๆ
รวมทั้งมีโอกาสสูงที่คงไม่มีใครชอบผลที่จะตามมาเลย
แต่หากไม่สามารถมีการประนีประนอมกันได้ ประเทศก็เดินหน้าไม่ได้
และประชาชนส่วนใหญ่คือคนรับทุกข์
แม้ดูแล้วมันคงยากที่จะได้ดังใจหวังทุกประการด้วยกันทั้งนั้น และไม่มีใครหรอกที่จะชอบสภาวะขณะนี้ ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกันไปทุกฝ่าย แต่หากบ้านเมืองสามารถเดินหน้าไปได้บ้าง ที่จะช่วยให้วันข้างหน้ามันดีขึ้น อย่างคำพูดฝรั่งที่ว่า aim for progress, not perfection
อย่างน้อยก็น่าจะพอมีสิ่งดีต่อประเทศชาติ ที่เราควรมองหากันด้วย
หรือเปล่า?

