เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ได้เรียกสอบนาย มาริโอ้ เมาเร่อ หรือนายณัฐวุฒิ สุวรรณรัตน์ อายุ 34 ปี นักแสดงหนุ่มชื่อดังเดินทางมาให้ปากคำพร้อมนำหลักฐานรถมาแสดงกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตามเวลานัดหมาย มาให้ปากคำพร้อมทั้งนำหลักฐานรถมาแสดงกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมืองทองธานี กรณีที่มีชื่อปรากฏครอบครองรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์รุ่น G300 สีขาว ที่เกี่ยวข้องในคดีแก๊งคนร้ายที่แอบใช้รหัสยูสเซอร์เนม-พาสเวิร์ดของเจ้าหน้าที่ขนส่ง เข้าไปเจาะข้อมูลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลรถยนต์ จากนั้นไปแจ้งหายเพื่อทำเล่มทะเบียนใหม่ ก่อนนำไปจำนำหรือขาย ที่ทางตำรวจไซเบอร์จับกุมไปแล้วก่อนหน้านี้ 2 คน คือ นายเสถียร เรืองสมุทร อายุ 38 ปี และนายศริสร สุทธิเจต อายุ 44 ปี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา
สำหรับประเด็นที่พนักงานสอบสวนต้องการข้อมูลจากมาริโอ้ ว่าด้วยเรื่องของที่มาของรถยนต์โบราณ ประเด็นเรื่องเล่มทะเบียนที่มาริโอ้ซื้อขายแล้วปรากฏชื่อเป็นผู้ครอบครอง แต่เหตุใดจึงยังไม่ได้รถ และการมีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำความผิดมูลฐาน ซึ่งการเข้าให้ปากคำครั้งนี้ นอกจากเป็นการขอข้อมูลเพื่อพนักงานสอบสวนนำไปขยายผลทางคดีนั้น ยังเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ หากมาริโอ้ไม่มีส่วนรู้เห็นใด ๆ กับการกระทำความผิดนี้
ต่อมาสื่อมวลชนที่ปักหลักรอทำข่าวการเดินทางเข้าให้ปากคำของยนายมาริโอ้ เมาเร่อ ที่กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือตำรวจไซเบอร์ ได้รับรายงานที่ยืนยันว่า นายมาริโอ้ ได้เดินทางมาถึงแล้ว โดยขึ้นจากชั้นใต้ดินของอาคารไปพบพนักงานสอบสวนบริเวณชั้น 3 ของอาคาร ไม่มีสื่อมวลชนสำนักใดสามารถบันทึกภาพไว้ได้ คาดว่ามาริโอ้หลีกเลี่ยงที่จะพบกับสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากการให้ปากคำเป็นที่แล้วเสร็จ มาริโอ้จะลงมาให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนบริเวณชั้นล่างของกองบัญชาการ
เมื่อเวลา 12:30น. น พลตำรวจตรี อำนาจ ไตรพจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเรียกสอบปากคำเกี่ยวกับการครอบครองรถ ความว่า วันนี้ได้เรียกพยานมาให้ปากคำ 3 ราย 1.นาย มาริโอ้ ผู้ซื้อรถ 2.นายก้อง เป็นของเพื่อนรุ่นพี่ผู้ที่ขายรถให้กับมาริโอ้ 3.พี่ชายของนายก้อง
พล.ต.ต อำนาจ จากการสอบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า มาริโอ้น่าจะไม่ได้จงใจซื้อรถสวมทะเบียน แต่พนักงานสอบสวนก็จะต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ว่ามาริโอ้ไม่ได้มีเจตนาจงใจที่จะซื้อรถเถื่อน แต่หากภายหลังพบว่ามีเจตนาก็ถือว่ามีความผิด ซึ่งจากการที่พบว่าเล่มทะเบียนรถคันดังกล่าวมีชื่อของมาริโอ้เป็นผู้ครอบครองคนสุดท้าย ทางกรมการขนส่งทางบกจึงยังไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงโอนทะเบียน เพราะต้องตรวจสอบย้อนหลังที่มาว่ามีใครเคยเป็นผู้ครอบครองบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามถึง ราคาของรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์รุ่น G300 ว่าราคาเป็น10ล้าน ซึ่งราคาต้างกันเยอะมากทำถึง ทำไมมาริโอ้ถึงไม่รู้สึกผิดสังเกตอะไรเลย พล.ต.ต. อำนาจ กล่าวว่า ไม่ทราบในเรื่องของราคารถเก่าแต่ว่าจากการที่ได้สอบนายมาริโอ้มานั้นกล่าวว่าราคานั้นก็จะอยู่ในช่วงนี้อยู่แล้ว
ถามซื้อมาพร้อมทะเบียนรถยนต์เลยใช่หรือไม่พล.ต.ต อำนาจ กล่าวว่า ในการซื้อขายในครั้งนี้นั้นซื้อพร้อมทั้งรถและทะเบียน แต่ยังไม่ได้ในครั้งแรกบอกเเต่เพียงว่าจะส่งมอบกันใน60วัน ถามต่อ เเสดงว่าเป็นการซื้อขายรถที่ยังไม่เห็นทั้งตัวรถเลยเห็นเเค่ทะเบียนก็ซื้อแล้วหรือพล.ต.ต อำนาจ กล่าวว่า นายมาริโอ้กล้าวในประเด็นนี้ว่ารู้จักรถรุ่นนี้อยู่แล้วเพราะเล่นรถเก่าอยู่แล้ว เลยไว้ใจซื้อ บวกกับเคยซื้อขายอย่างอื่นกันมาก่อนอยู่แล้วด้วยเลยไว้ใจ
ถามถึงบรรยากาศในห้องสอบสวน พล.ต.ต.อำนาจ กล่าวว่า ในการสอบปากคำ มาริโอ้มีความกังวล เพราะคดีนี้เป็นที่สนใจของสังคม และต้องการค้นหาความจริง ซึ่งข้อมูลจากการสอบปากคำมาริโอ้ และพยานรายอื่นๆ เจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาอีกว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ก่อนรวบรวม และนำไปประกอบกับผลการสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องจากกรมการขนส่งทางบกที่ขณะนี้อธิบดีกรมการขนส่งทางบกได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และจะนำไปประชุมพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีของมาริโอ้ว่าจะเข้าข่ายความผิดฐานรับซื้อของโจรหรือไม่ พล.ต.ต.อำนาจ กล่าวว่า ยังไม่เข้าข่าย เพราะมาริโอ้ยืนยันว่าไม่รับรู้มาก่อนว่ารถคันนี้มาจากการกระทำความผิด แต่ยังไงก็ตามทางพนักงานสอบสวนก็ต้องเปรียบเทียบคำให้การของมาริโอ้กับนายก้องและพี่ชายนายก้อง ก่อนจะวิเคราะห์หาความน่าเชื่อถือโดยละเอียดอีกครั้ง
ส่วนเรื่องการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ทางมาริโอ้ได้พูดคุยกับตำรวจเบื้องต้นแล้ว เพราะมาริโอ้เองมองว่า ตัวเองเป็นผู้เสียหายที่ซื้อรถแต่ไม่ได้รถ อย่างไรก็ตาม มาริโอ้จะประสงค์แจ้งความดำเนินคดีฐานฉ้อโกงเพิ่มเติมอีกหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของมาริโอ้ ส่วนผู้ครอบครองรถรายอื่น ยังไม่มีใครประสงค์แจ้งความดำเนินคดีฐานฉ้อโกงเช่นกัน
ส่วนรถยนต์ที่มีทะเบียนเกี่ยวข้องกับแก๊งสวมรอยทะเบียนรถทั้งหมด 65 คันนั้น เจ้าหน้าที่สามารถยึดมาได้แล้วทั้งหมด 16 คัน หลังจากนี้จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

