แบงก์ชาติปลื้มศก.ฟื้นตัว

แบงก์ชาติปลื้มศก.ฟื้นตัว

หมายเหตุนายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงตัวเลขเศรษฐกิจและการเงิน เดือนกรกฎาคม 2566 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2566 ยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้นจากทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ส่วนหนึ่งการบริโภคได้รับผลดีจากช่วงวันหยุดยาว ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากรายจ่ายลงทุน อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกสินค้าปรับลดลงจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเกษตรเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ชะลอลง ขณะเดียวกัน เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากหมวดพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและหมวดอาหารสดปรับลดลงจากผลของฐานสูงในปีก่อน ด้านตลาดแรงงานยังฟื้นตัว สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากดุลการค้าที่เกินดุลลดลงตามมูลค่าการส่งออกเป็นสำคัญ

โดยมีรายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทย คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วที่ 0.9% โดยในเดือนกรกฎาคม 2566 นักท่องเที่ยวที่ 2.49 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 2.24 ล้านคน โดยรวมจำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนมกราคม-ปัจจุบัน อยู่ที่ 15.4 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นในหลายสัญชาติ อาทิ รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวรัสเซียที่มีการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินระหว่างรัสเซียและไทยมากขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวบางสัญชาติ อาทิ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และยุโรป ปรับลดลงเล็กน้อย ขณะเดียวกัน มีข้อสังเกตว่าตัวรายรับจากภาคการท่องเที่ยว อาจไม่เพิ่มขึ้นเร็วเท่าจำนวนนักท่องเที่ยว ปัจจุบันสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางในระยะสั้นมีค่าใช้จ่ายต่อบุคคลต่ำกว่านักท่องเที่ยวระยะยาว ซึ่งช่วงที่ผ่านมา สัดส่วนนักท่องเที่ยวระยะสั้นเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้รายรับโตช้ากว่าในแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยว

Advertisement

อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวยังอยู่ในทิศทางการฟื้นตัวสอดคล้องกับภาคบริการ โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วอยู่ที่ 1% จากเดือนก่อนอยู่ที่ติดลบ 0.6% ปรับเพิ่มขึ้นทุกหมวด โดยหมวดบริการและสินค้าไม่คงทนเป็นสำคัญ ทั้งการใช้จ่ายในหมวดโรงแรมและภัตตาคาร และหมวดขนส่งผู้โดยสาร

และยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งได้รับผลดีจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีช่วงวันหยุดยาว และมีการจัดอีเวนต์ในเดือนนี้มากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือนด้านการจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับดีขึ้น

ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมทั้งความเชื่อมั่นในปัจจุบัน และความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าปรับลดลงบ้าง หลังจากความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 14 เดือน สาเหตุมาจากความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล ในช่วงเดือนกรกฎาคม ต้องติดตามว่าความเชื่อมั่นจะปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังจากการจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น

ด้านเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วเพิ่มขึ้น 1.4% จากเดือนก่อนติดลบอยู่ที่ 3.2% ตามการลงทุนในหมวดก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากทั้งยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง และพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และพื้นที่ก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ตามการขออนุญาตสร้างโรงงานในพื้นที่นิคมปรับดีขึ้น และการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศและยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยรวมทรงตัว และยืนอยู่ที่ระดับ 50% เนื่องจากมีความมั่นใจที่ยังปรับดีขึ้นอยู่ โดยความเชื่อมั่นการลงทุนในแง่ของภาคการผลิตมีการปรับลดลงที่ 52.4% ขณะที่ความเชื่อมั่นในแง่ของการลงทุนภาคที่ไม่ใช่ภาพผลิต มีความเชื่อมั่นปรับดีขึ้นที่ 57.7%

การใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนขยายตัว 3.6% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากรายจ่ายลงทุนขยายตัวค่อนข้างดีที่ 21.7% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ในด้านคมนาคม ซึ่งมาจากการเบิกจ่ายของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ขณะที่รายจ่ายประจำทรงตัวติดลบที่ 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการขยายตัว แต่รายจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรลดลงหลังเร่งเบิกจ่ายไปในช่วงก่อนหน้า

สำหรับรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ มีการเบิกจ่ายอยู่ที่ 21,000 ล้านบาท หรือหดตัว 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลของฐานสูงตามการเบิกจ่ายโครงการลงทุนด้านคมนาคมในปีก่อน หากขจัดสาเหตุในเรื่องของฐานส่งผลให้ผลการใช้จ่ายของรัฐวิสาหกิจยังคงขยายตัวเป็นบวก มาจากการเบิกจ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) เป็นสำคัญ

ขณะที่ภาคการส่งออก โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าติดลบอยู่ที่ 5.5% ลดลงจากเดือนก่อนที่ติดลบ 5.9% ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วในเดือนนี้ลดลง 1.8% หรือติดลบที่ 4.5% จากเดือนก่อนที่ 4.6% ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ลดลงมากจาก 1.ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ไปฮ่องกงและสหรัฐ และการส่งออกแผงวงจรในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะที่มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ 2.สินค้าเกษตร การส่งออกทุเรียนไปจีนที่ลดลงตามผลผลิตที่หมดฤดูกาล ทำให้สินค้าเกษตรปรับลดลง และ 3.เคมีภัณฑ์ไปจีนและอาเซียน และการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปอาเซียน โดยเฉพาะประเทศกลุ่มอาเซียนในเขตภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (CLMV) คือ ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าหมวดยานยนต์เพิ่มขึ้นในหลายตลาด หลังปัญหาด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย ส่งผลให้มีการผลิตและส่งออกได้ดีขึ้น รวมทั้งหมวดเกษตรแปรรูปที่เพิ่มขึ้นตามการส่งออกอาหารกระป๋องไปสหภาพยุโรปและอาหารสัตว์ไปจีน

ภาคการนำเข้าติดลบ 12% จากเดือนก่อนติดลบที่ 9.3% ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วติดลบ 8.2% ลดลงจากเดือนก่อนที่ 10.2% ตามการนำเข้าเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติหลังจากเร่งไปแล้วในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี การนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ไม่รวมเชื้อเพลิง ปรับเพิ่มขึ้นตามการนำเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ด้านภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วปรับดีขึ้นขยายตัวที่ 0.9% จากเดือนก่อนหน้าที่ 0.0% ในหลายหมวด หลังจากชะลอลงในช่วงก่อน โดยเฉพาะการผลิตใน 1.หมวดอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้นตามการผลิตน้ำตาล จากดีมานด์ของโลกเรื่องน้ำตาลยังอยู่ระดับสูง 2.หมวดยานยนต์จากการผลิตรถยนต์เชิงพาณิชย์

และ 3.หมวดยางและพลาสติกตามการผลิตยางล้อที่เพิ่มขึ้นหลังลดลงต่อเนื่องในช่วงก่อน อย่างไรก็ตาม การผลิตสินค้าหมวดฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ลดลงตามรอบการส่งมอบสินค้า และหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับลดลงจากเครื่องปรับอากาศ ที่เร่งไปแล้วในช่วงก่อนหน้า

ด้านตลาดแรงงานยังฟื้นตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการ คล้องกับส่วนของการบริโภคที่ยังฟื้นตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 เพิ่มขึ้นอย่างกระจายตัวอยู่ที่ 11.75 ล้านคน จำนวนผู้ขอรับสิทธิกรณีว่างงานรวมอยู่ที่ 2.43 แสนคน แล้วจำนวนผู้ขอรับสิทธิกรณีว่างงานรายใหม่ อยู่ที่ 0.63 แสนคนต่อเดือน

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.38% จากเดือนก่อนที่ 0.23% มาจากหมวดพลังงานติดลบน้อยลงที่ 3.12% จากเดือนก่อนติดลบที่ 9.1% เป็นผลจากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จากการที่กลุ่มเอเปกพลัสลดกำลังการผลิตและความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่วนหมวดอาหารสดปรับลดลงอยู่ที่ 1.37% จากเดือนก่อนที่ 3.91% จากทั้งผลของฐานสูงในปีก่อน และราคาเนื้อสุกรและผักที่ลดลง ตามผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงที่ 0.86% จากเดือนก่อนอยู่ที่ 1.32% จากผลของฐานสูงในราคาอาหารสำเร็จรูปที่อยู่สูงในปีก่อน

สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัด ในเดือนกรกฎาคม ขาดดุลที่ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อนที่เกินดุลอยู่ที่ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หลักๆ มาจากดุลการค้าที่เกินดุลลดลงตามมูลค่าการส่งออก ประกอบกับดุลบริการ รายได้ และเงินโอนขาดดุลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากอยู่ในแง่ของดุลบัญชีเดินสะพัด ถ้านับตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงปัจจุบัน ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลอยู่ที่ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนดุลการชำระเงินก็เกินดุลอยู่ที่ 0.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับเหรียญสหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม เฉลี่ยแข็งค่าขึ้น อยู่ที่ 34.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อนเคลื่อนไหวอยู่ที่ 34.92 เหรียญสหรัฐ มีทิศทางแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยตัวแปรการแข็งค่าขึ้นเฉพาะครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคม เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ หลังจากตลาดปรับลดการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ คาดว่าจะอยู่ในช่วงท้ายของการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ประกอบกับสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลของไทยมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายเดือน

ส่วนในเดือนสิงหาคม เงินบาทเมื่อเปรียบเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐมีการอ่อนค่าลงเล็กน้อยอยู่ที่ 35.02 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นการปรับการอ่อนค่าสอดคล้องกับภูมิภาคมาจาก 3 ปัจจัยหลัก 1.การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ 2.ตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินในภูมิภาคเดียวกันปรับตามค่าเงินหยวน และ 3.ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในช่วงเดือนสิงหาคมที่ออกมาอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ในแง่ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ภาพรวม ส่งผลให้ภาพรวมค่าเงินบาทในเดือนสิงหาคมอ่อนค่าลงเล็กน้อย และสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค

มองไปข้างหน้าคาดว่ากิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังอาศัยการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อน และเป็นปัจจัยที่สนับสนุนหลักของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป สะท้อนจากจำนวนการค้นหาของนักท่องเที่ยวในเรื่องของที่พักและการหาเที่ยวบินยังมีทิศทางไปในทางที่บวก รวมถึงในส่วนของสายการบินมีการเพิ่มเที่ยวบินมากขึ้น ดังนั้น ในระยะต่อไปในเรื่องของการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ตัวเลขรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนสิงหาคม มีทิศทางเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการส่งออกยังมีความเสี่ยงอยู่ หากดูดัชนีการส่งออกสินค้าด้านอุปสงค์ของต่างประเทศ ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวในแง่การส่งออกและกำลังซื้อที่ชัดเจนมากนัก ซึ่งยังต้องติดตามต่อไป

ขณะเดียวกัน สำหรับผลการสำรวจของผู้ประกอบการในเดือนสิงหาคม ในภาพรวมปรับลดลงเล็กน้อยที่ 48.9% จากเดือนกรกฎาคมที่ 49.3% โดยหลักๆ มาจากการลดลงของภาพที่ไม่ใช่การผลิตโดยเฉพาะในกลุ่มภาคการเงินตามผลประกอบการที่อาจจะแย่ลง และความเชื่อมั่นทางด้านผลประกอบการของกลุ่มที่เป็นการค้า ซึ่งมีความกังวลในเรื่องของต้นทุนที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่ยังไม่เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในระยะ 3 เดือนข้างหน้า การสำรวจของผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจจะทยอยปรับดีขึ้น

ทั้งนี้ กิจกรรมเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคม ยังพึ่งพาการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้ายังมีความเสี่ยง โดยระยะต่อไปต้องติดตาม คือ 1.การชะลอตัวของเศรษฐกิจผู้ค้า 2.นโยบายของรัฐบาลใหม่ และ 3.ผลกระทบของเอลนิโญต่อผลผลิตและราคาสินค้าเกษตร

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image