เจาะความเก๋า เล่าความยิ่งใหญ่
‘ศรีเทพ’ มรดกโลกแห่งใหม่
และโบราณวัตถุไทยที่ยังพลัดถิ่น
คึกคักหนักแน่นสมเป็นเวทีที่ผนึกกำลังจัดโดย กองบรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร สำหรับ สโมสรศิลปวัฒนธรรม ‘ศรีเทพ: มรดกโลกในไทยและในต่างแดน’ ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา
นำทัพบุกเผยแพร่ความรู้ โดย รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร และ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

มากมายด้วยประเด็นชวนฟังจนผู้เข้าร่วมต้องนั่งติดเก้าอี้ ไม่มีพลาดชุดข้อมูลสุดเข้มข้น ทั้งยังมีการนำชมนิทรรศการ ‘เมืองโบราณศรีเทพ สู่มรดกโลก’ ภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย
ชี้ชวนโฟกัสโบราณวัตถุสำคัญแต่ละชิ้นอย่างเต็มอิ่ม
ศรีเทพ มรดกโลก (วัฒนธรรม) แห่งที่ 4 ของไทย อย่าวางใจอนาคต ‘ถูกถอดถอน’
รศ.ดร.ประภัสสร์ชวนทำความเข้าใจคำว่า ‘มรดกโลก’ ซึ่งมี 2 ประเภทคือ มรดกโลกทางวัฒนธรรม และมรดกโลกทางธรรมชาติ หากตรงตามที่ยูเนสโกกำหนดไว้ สามารถยื่นขอให้มรดกนั้นได้รับการรับรอง โดยในไทยเรามี 3-4 แหล่ง คือมรดกโลก สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร 2.บ้านเชียง 3.พระนครศรีอยุธยา และล่าสุดคือ 4.ศรีเทพ
“เรายื่นขอประกาศเฉพาะกลุ่มวัฒนธรรมทวารวดีและเกี่ยวเนื่อง มีทั้งบริเวณตัวเมืองและนอกเมือง เขาถมอรัตน์ หลักเกณฑ์ในการกำหนดเขตเพื่อการดูแลปกปักรักษามรดกโลก จะดูเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือส่วนสีส้ม เป็นเขตหลักหรือ core zone ที่มีความหนาแน่นของหลักฐานมาก และมีคุณค่ามาก
อีกส่วนหนึ่ง ยูเนสโกมองเรื่องการปกปักรักษา กล่าวคือพื้นที่รอยต่อควรจะได้รับการคุ้มครองไปด้วย ประเทศภาคีสมาชิก ต้องกำหนดรังวัดโดยรอบเขตกันชน หรือบัฟเฟอร์โซน (Buffer zone) ที่แม้หลักฐานเบาบางกว่า แต่คุณค่าในการประกาศเขต มีความเสมอภาคกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ข้างในหรือข้างนอก ถ้ามีรถไฟความเร็วสูงผ่ากลางเมืองศรีเทพ อันนี้ก็เสี่ยงต่อการถูกพิจารณาถอดถอน เพราะพื้นที่ที่ถูกประกาศให้อนุรักษ์ ได้รับผลกระทบ ขอโยงนิดหนึ่งไปถึงกรณีอยุธยา ที่มีการทำรถไฟความเร็วสูงผ่าน” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว
เปิด ‘ภูมิศาสตร์’ ศรีเทพ ไม่เชื่อมต่อลำน้ำธรรมชาติ บนพื้นที่ ‘ที่ถูกเลือกแล้ว’
จากนั้น มาถึงประเด็นความสำคัญของเมืองโบราณศรีเทพ ที่ไม่ได้อยู่โดดๆ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วเสื่อมสลายไป หากแต่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับชุมชน บ้านเมือง และรัฐโบราณอื่นๆ อีกด้วย
รศ.ดร.ประภัสสร์อธิบายว่า ในส่วนของสัณฐานและผังเมือง เชื่อมโยงกับความสำคัญและกำหนดอายุงานศิลปกรรมได้ด้วย โดยเมืองศรีเทพในปัจจุบัน รูปร่างคล้ายสนามหลวง เป็นแคปซูล ประกอบด้วย ‘เมืองใน’ และ ‘เมืองนอก’ โดยมีการตั้งถิ่นฐานหลายสมัย อาศัยภูมิประเทศเป็นหลัก ลักษณะโอนเอียงไปตามเนินดินและน้ำ สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ได้เชื่อมต่อกับลำน้ำ ลำห้วยธรรมชาติที่เชื่อมต่อกับคูน้ำ ไปออกแม่น้ำใหญ่ได้ แม้จะมีลำน้ำป่าสักทางทิศตะวันตก
“แปลว่าเมืองนี้ตั้งมาในพื้นที่ที่ถูกเลือกแล้ว ว่าไม่ต้องมีความสัมพันธ์กับทางน้ำก็ได้ แต่อาจจะมีสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่น อยู่บนเส้นทางการคมนาคมระหว่างภูมิภาคหรือเส้นทางการค้า” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว
ทั้งยังเปรียบเทียบกับเมืองนครปฐมโบราณ และเมืองเสมา โคราช ที่มีสาขาลำตะคองไหลผ่าน เหมือนการขยายเมืองของศรีเทพ ที่ขุดคูน้ำคันดิน ซึ่งการใช้เมืองซ้อนทับ สะท้อนว่าเหมาะกับการตั้งถิ่นฐาน อยู่กันมาหลายสมัย กล่าวโดยสรุปคือ เมืองศรีเทพ โดยสัณฐานสัมพันธ์กับสมัยทวารวดี แต่ความพิเศษคือ ไม่สัมพันธ์กับลำน้ำธรรมชาติ

“เราจึงเชื่อว่า 1.มีการสร้างเมืองบนพื้นที่กันดารน้ำ กับ 2.มีหายนะที่เกิดจากน้ำได้ด้วย เพราะที่ตั้งห่างจากลำน้ำป่าสัก 3-4 กม. เนื่องจากในฤดูน้ำหลากน้ำจะท่วม 2 ฝั่งออกมาไกลมาก คนศรีเทพก็น่าจะรู้ว่าไม่ปลอดภัย จึงต้องตั้งห่างออกมา แล้วขุดที่กักเก็บน้ำไว้ใช้” รศ.ดร.ประภัสสร์ชี้
‘สกุลช่างศรีเทพ’ สุดเก๋า! ช่างอินเดียสอนคนพื้นเมือง?
จากนั้น ไปต่อยังประเด็นที่ 2 โดยคาดว่าใจกลางเมืองศรีเทพ เป็นศูนย์รวมศิลปกรรมที่สำคัญ คือร่วมสมัยทวารวดี และวัฒนธรรมแบบเขมร สังเกตจากที่มีการสร้างปราสาทอย่างน้อย 2 หลัง คือปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง ก่อน
กล่าวถึงโบราณสถาน ‘เขาคลังใน’
“งานตกแต่งที่เขาคลังใน เช่น วิหารหมายเลข 13 น่าจะอยู่ในช่วงทวารวดี ทั้งนี้ เนื่องจากเขาคลังใน พังทลายเหลือแค่ฐาน กรมศิลปากรพบเศษปูนปั้น รูปบุคคลแบกเจดีย์เอาไว้ เทียบได้กับศิลปะทวารวดี ที่พบในคูบัว หรือนครปฐม
ทำไมถึงต้องทำเป็นรูปคนแคระแบก? เป็นคติเรื่องเดียวกับ ปกรณัมของกรีก คือเรื่อง แอตลาสแบกโลกอยู่ ต้นแบบมาจากอินเดีย ศิลปะคันธาระ ที่ได้รับจากกรีก สร้างให้คนแคระ เสมือนแบกจักรวาล ซึ่งเป็นการสถาปนาอาคารให้เป็นเหมือนศูนย์กลางจักรวาลนั่นเอง ส่วนลวดลายอย่าง กระหนกผักกูด อยู่ในสมัยคุปตะของอินเดีย ซึ่งช่างที่เมืองศรีเทพ เข้าใจรูปแบบกระหนกผักกูดของอินเดียอย่างมาก สะท้อนว่าศรีเทพน่าจะเป็นศูนย์กลางของงานช่างด้วย หรือเป็นไปได้ว่า มีช่างอินเดียเข้ามาสอนคนพื้นเมือง ทำได้เหมือนต้นแบบทั้งที่ห่างกันหลายพันกิโลเมตร” รศ.ดร.ประภัสสร์ชี้

รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวอีกว่า ที่เขาคลังในมีสิ่งก่อสร้างหนึ่ง บริเวณบันได ทิศตะวันออกเฉียงใต้ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่มุมมีการปรับแต่งด้วยหลักหินธรรมชาติ ตามหลักการวางเขตขัณฑสีมา (เขตศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมศาสนา) ในพระวินัย คือรูปแบบอุโบสถของวัด ซึ่งพบลักษณะนี้มากแถบลุ่มน้ำโขง เช่น โคราช

ด้าน ดร.ทนงศักดิ์กล่าวเสริมว่า เคยอยู่ร่วมในการขุดค้น ที่นี่อาจจะเป็นแห่งแรกที่เราพบหลักฐานอยู่ติดที่ มีการปักเสมาอยู่ 2 ครั้ง สะท้อนว่ามีการใช้อุโบสถต่อเนื่องมาโดยตลอด
รศ.ดร.ประภัสสร์ชี้ว่า การมีหลักหิน วัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลางไม่มี แสดงว่าเป็นกลุ่มคนที่ลงมาจากโคราช หรือลุ่มน้ำโขง
‘เขาคลังนอก’ ความยิ่งใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ ‘ขนาด’ ภูมิปัญญาเด่น คติปัง เชื่อมดินแดนภายนอก
รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวว่า ประเด็นต่อมา ศรีเทพเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างไร สะท้อนได้ว่าความยิ่งใหญ่เขาคลังนอก ไม่ใช่แค่ขนาด แต่ยังรวมถึงภูมิปัญญา คติ และความเชื่อมต่อกับภายนอกด้วย โดยตั้งข้อสังเกต ‘เขาคลังนอก’ ด้วยว่าเป็นการผสานศิลปะของอินเดียเหนือและใต้รวมกัน มีการสร้างอาคารจำลองเล็กประดับที่ฐานเจดีย์ นอกจากนั้น ยังพบว่าอาคารจำลองติดผนัง ยังเป็นศิลปะโจฬะ (อินเดียใต้)

“แสดงว่าคนสร้างรู้จักทั้งอินเดียภาคเหนือและภาคใต้ จึงนำรูปแบบมาผสานกันได้ สัมพันธ์กับความเป็นท้องถิ่นของทวารวดี ถ้าถอยกลับไปหาที่อินเดียจะไม่เจอ เพราะเราเอามาผสมกัน” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว
รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวถึงวัตถุที่พบในประเทศไทย โดยที่ศรีเทพ พบธรรมจักร เหมือนที่ จ.นครปฐม, พระพุทธรูปทวารวดี พบที่เขาถมอรัตน์ ศรีเทพ, มีรูปพระพุทธเจ้าล้อมรอบด้วยสาวก และพระโพธิสัตว์ รูปร่างคล้ายเศียรพระศรีอาริย์ เทียบกับที่พบในกลุ่มประโคนชัย (ต้นแม่น้ำมูล) ซึ่งจะมีมวยผมและปอยผม จุดนี้สะท้อนว่าคนศรีเทพติดต่อกับลุ่มน้ำมูล

นอกจากนี้ การพบ ศิวลึงค์ และโคนนทิ สะท้อนหลักฐานของศาสนาฮินดู ไศวนิกาย วัฒนธรรมเจนละ หรือฟูนัน เข้ามาถึงศรีเทพด้วย
อีกกลุ่มเทวรูปที่พบจำนวนมากคือ พระวิษณุ ซึ่งมีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์
“วิษณุของศรีเทพ ทำแบบลอยตัว ไม่มีวงโค้งรองรับ แสดงความเก๋าของช่างที่มีมาก ทำลอยตัว ทำแบบตริภังค์ (ยืนเอียง 3 ส่วน) ด้วย ในขณะที่เขมรยังทำเป็นโค้งๆ นับได้ว่าเป็นลักษณะที่ผสมผสานอิทธิพลภายนอก คือศิลปะปัลลวะของอินเดียภาคใต้ ส่งผ่านมายังศิลปะเขมร ของเมืองพระนคร แล้วเกี่ยวดองกับศรีเทพ โดยที่ศรีเทพพัฒนาฝีมือช่างขึ้นมาเป็นของตัวเองได้” รศ.ดร.ประภัสสร์อธิบาย พร้อมชี้ว่า ที่ศรีเทพยังพบรูปอวตารของพระวิษณุ คือพระกฤษณะ โดยเมืองไหนที่เจอร่องรอยทางศาสนาเยอะ แสดงว่าเป็นเมืองศูนย์กลาง
8 มาสเตอร์พีซ ศักดิ์ศรีแห่งศรีเทพ
อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ คือการนำชมโบราณวัตถุ เริ่มจาก ชิ้นแรก พระสุริยเทพ (พุทธศตวรรษที่ 12-13) โดยอธิบายถึงลักษณะเฉพาะที่ทำให้สันนิษฐานว่ามาจากศรีเทพ
“ไฮไลต์คือใบหน้าที่พยายามทำให้เหมือนมนุษย์จริงๆ มีตาเบิกโพลงตามลักษณะของเทวรูป สลักเคราให้ม้วน ซึ่งช่างน่าจะเข้าใจว่าเป็นเทพเจ้าที่ไม่ได้มาจากอินเดีย แต่มาจากแถบเปอร์เซีย น่าสนใจว่าเจอในศิลปะเขมร พุทธศตวรรษที่ 15 ด้วย ซึ่งคาดว่าเกิดจากที่ศรีเทพก่อน แสดงว่าเป็นเมืองบ่อเกิดศิลปะสกุลช่างหนึ่ง ส่งออกไปยังเขมรด้วย” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว
ชิ้นที่ 2 ‘พระสุริยเทพ’ อีกชิ้นที่เสื้อคลุมค่อนข้างครบ ความพิเศษคือทำ ‘กิรีฏมกุฎ’ มงกุฎทรงกระบอกทำเป็นเหลี่ยม ส่วนมือสองข้างที่หายไป อาจไว้คล้องเชือกบังเหียนม้า ถ้าแขนยังอยู่แล้วพบว่ามีการถือดอกบัวตูมหรือบัวบาน จะเป็นสัญลักษณ์ของการเปล่งแสงสว่าง
ชิ้นที่ 3 ‘พระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ’ เป็นประติมากรรมปางหนึ่งของพระวิษณุ ที่อวตารเป็นพระกฤษณะ
ชิ้นที่ 4 ‘พระวิษณุ 4 กร’
“ความน่าสนใจ คือสลักแบบแทบไม่ทรงเครื่องแต่งกาย มีรอยผ้านุ่งบางๆ แต่หลุดไปแล้ว เป็นกระบวนการเพื่อให้ทรงผ้านุ่งของจริงให้กับเทวรูป หรือถวายเครื่องแต่งกาย” รศ.ดร.ประภัสสร์ชี้
จากนั้น พานำชมชิ้นที่ 5 ซึ่งพบใน ‘เขาถมอรัตน์’ คือ ‘เศียรพระโพธิสัตว์ไมเตรยะ’ หรือพระศรีอาริย์ ผู้ที่จะตรัสรู้ในอนาคต พุทธศตวรรษ 13-14 ถือเป็นหลักฐานว่าศรีเทพ ยังมีพุทธศาสนามหายานเข้ามาด้วย
ชิ้นที่ 6 ‘เศียรพระพุทธรูป’ ลักษณะพิเศษคือ คิ้วต่อเป็นปีกกา คิ้วใหญ่ ตาโปนเล็กน้อย ประกอบกับปากล่างยื่นออกมา กำหนดได้ว่าเป็นเศียรพระพุทธรูปทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 13-14
ชิ้นที่ 7 ‘เศียรพระโพธิสัตว์’ พุทธศตวรรษที่ 13-14
ชิ้นที่ 8 ‘ชิ้นส่วนพระหัตถ์’ ปางแสดงธรรม พุทธศตวรรษที่ 13-14
รศ.ดร.ประภัสสร์อธิบายว่า ชิ้นนี้สันนิษฐานว่ามาจากพระพุทธรูปยืนแกะสลักติดเขาผนังถ้ำในเขาถมอรัตน์ ถ้ามีภาพประกอบ เช่น กวางหมอบ จะยิ่งสะท้อนชัดว่าแสดงธรรม คือ ปฐมเทศนา
“ภูมิใจว่าได้รับประกาศมรดกโลกอย่างมีศักดิ์ศรี อย่าลืมว่าเรายังมีมรดกโลกอีกหลายที่ ได้ศรีเทพแล้ว อย่าลืมที่อื่นที่เสี่ยงถูกถอดถอนจากมรดกโลก ด้วยสภาวะที่สุ่มเสียง สูญหายทำลาย
ดีใจกับศรีเทพแล้ว อย่าลืมกลับไปดูแลมรดกโลกแห่งอื่นๆ ของไทยด้วย” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว
ไม่ลืม ‘ทวงคืน’ มรดกศรีเทพในต่างแดนวันนี้ถึงไหน?
อีกประเด็นสำคัญข้ามไม่ได้ คือข้อมูลและมุมมองของ ดร.ทนงศักดิ์ หนึ่งใน ‘คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย’ โดยตั้งขึ้นในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
แน่นอนว่ามีโบราณวัตถุจาก ‘ศรีเทพ’ ด้วย
“ผมได้รวบรวมวัตถุเท่าที่หาข้อมูลได้ เริ่มจากในไทย จากในบันทึกนักวิชาการต่างชาติ 2527 ระบุว่า มีฐานธรรมจักรอยู่ที่บ้านนายตำรวจ
ซึ่งปัจจุบันไม่ทราบว่ายังอยู่หรือไม่” ดร.ทนงศักดิ์กล่าว
จากนั้น ดร.ทนงศักดิ์กล่าวถึงแผ่นดุนทอง รูปพระโพธิสัตว์ ที่ปรากฏในสื่อค่อนข้างมาก ว่าความจริงถูกส่งมอบมานานแล้ว กรมศิลปากรรับมอบไว้ส่วนหนึ่ง คนชื่นชมกันมาก แต่ดูจากรูปแบบ เชื่อว่า ‘ไม่ใช่ของจริง’ เพราะมีการปลอมมาขายในตลาด ซึ่งพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกก็โดนหลอกเช่นกัน
“ในกลุ่มของต่างประเทศ พิพิธภัณฑ์ที่มีโบราณวัตถุของเรามากที่สุดคือ Norton Simon Museum, เราเจอพระพุทธรูปยืน ถูกประมูลที่ลอนดอน โดยบริษัท สปริงค์ แอนด์ ซัน ขายไป 210,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อ 19 ก.ย.1972 ขายครึ่งบน ท่อนล่างแถมให้ คือภัณฑารักษ์เห็นว่าต่อกันได้ จึงเอามาต่อกัน มีความสูง 2.75 เมตร อีกชิ้นคือ พระสุริยเทพ ราคา 175,000 ดอลลาร์ สองชิ้นจาก Norton Simon และสปริงค์ แอนด์ ซัน ‘แผ่นทองดุนลายทอง’ 4 แผ่น ถูกขายให้พิพิธภัณฑ์นอร์ตัน ไซมอน ล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม (รัฐบาลชุดที่แล้ว) ส่งหนังสือทวงคืนไปยังอเมริกาแล้ว คาดว่าจะได้คืนกลับมาก่อนชิ้นอื่นๆ
พิพิธภัณฑ์ THE MET คืออีกแห่งที่มีโบราณวัตถุของไทยเยอะมาก จากศรีเทพมี 3 ชิ้นคือ ศิวลึงค์ ซึ่งหน้าตาเอาเรื่องอยู่ เหมือนยักษ์ สัมพันธ์กับศิลปะจาม และทวารวดี อีกอันเป็นแผ่นเงิน รูปพระพุทธเจ้า ขนาดไม่ใหญ่ 13 ซม. ทั้งนี้ การพิจารณาขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ซึ่งเศียรพระพุทธรูป ดูจากภาพเราไม่รู้เป็นของปลอมหรือเปล่า
ส่วนที่พิพิธภัณฑ์ Cleveland ของอเมริกา ก็มีเศียรพระพุทธเจ้า, พระไอยนาร์ (Aiyanar) เคยถูกบรรจุอยู่ในลิสต์คณะกรรมการตามคืน แต่หลักฐานไม่เพียงพอ กระทั่งอาจารย์ ม.ศิลปากร พบชิ้นส่วนหัวเข่า คาดว่าเป็นสิ้นส่วนพระไอยนาร์ โดยท่าทางสรีระที่สลักขึ้น น่าเชื่อว่าเป็นของศรีเทพ
สรุปว่าถ้าเราได้หลักฐานมา จะสร้างเรื่องราวได้ชัดเจนกว่าปัจจุบัน หวังว่าชาวบ้าน หรือชุมชน จะให้ความร่วมมือ บอกเล่าถึงที่มาของโบราณวัตถุที่ครั้งนึงเคยขุดขายไป เหมือนกับหลายๆ ที่ ที่ชาวบ้านช่วยให้ข้อมูลว่าเจอตรงไหน ถ้าทุกคนพูดตรงกัน ก็จะง่ายขึ้นกับการวิเคราะห์ ตีความเมืองศรีเทพมากขึ้น” ดร.ทนงศักดิ์สรุป
ครบ จบในทุกมิติสำคัญ ทั้งโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ และการเมืองเรื่อง ‘ทวงคืน’ สมบัติชาติที่ยังคงต้องติดตาม โดยเฉพาะในวันที่ศรีเทพขึ้นแท่นมรดกโลกอย่างสมศักดิ์ศรี
อธิษฐาน จันทร์กลม
ศูนย์ข้อมูลมติชน และมติชนอคาเดมี เตรียมจัดกิจกรรม ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “เมืองโบราณศรีเทพ มรดกโลก Round 2” ฟังเรื่องเมืองศรีเทพ ศูนย์กลาง ‘ทวารวดี’ จริงหรือ? นำชมโดย รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ในวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2566 เวลา 05.30-21.00 น. ราคาเพียง 3,900 บาท/ท่าน (รวมค่าเดินทางค่าเข้าชม และค่าอาหารกลางวันตลอดทริป)
สำรองที่นั่งผ่านทาง LINE คลิก line.me/ti/p/zM-t9v3Y9w หรือค้นหาด้วย LINE ID: MatichonMIC
สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ : คุณหญิง 09-2246-4140

