‘ETL’ ไม่ท้อ Q3/66 เจอพิษสงครามความขัดแย้ง กดรายได้-กำไรวูบ ปักหมุดรายได้ทั้งปีโต 15-20% กำไรพุ่ง 10-15%

13.11.23 | 11:48 น.

‘บมจ.ยูโรเอเชีย โทเทิล โลจิสติกส์’ ปักหมุดรายได้ปี 66 เติบโต 15-20% กำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 10-15% มองไตรมาส 4/66 ผลดำเนินงานดีขึ้น หลังไตรมาส 3/66 เจอพิษสงครามความขัดแย้ง กดรายได้-กำไรวูบ เปิดแผนปี 67 เร่งเครื่องขยายธุรกิจขนส่ง Reefer Container รุกขยายตลาดประเทศเพื่อนบ้าน บูมบริการขนส่งสินค้าข้ามแดน

นางสาวกฤชวรรณ ซื้อเจริญชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ยูโรเอเชีย โทเทิล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETL เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2566 เติบโตเฉลี่ย 10-15% จากปี 2565 ที่มีรายได้รวม 1,481.72 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรสุทธิทั้งปีไม่ต่ำกว่า 5-10% แม้มีแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กระทบต่อปริมาณการขนส่ง โดยบริษัทฯ ได้บริหารจัดการต้นทุนการขนส่งสินค้าทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงการขยายเข้าสู่ธุรกิจโลจิสติกส์แบบควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) และเพิ่มยานพาหนะและอุปกรณ์ต่างๆ คาดว่าจะส่งผลให้มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น

ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2566 นางสาวกฤชวรรณ กล่าวว่า เป็นไตรมาสที่เข้าสู่ช่วงไฮซีซันของธุรกิจโลจิสติกส์ จึงคาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตจากไตรมาส 3/2566 ปัจจุบันเริ่มมีดีมานด์เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากนี้ ภายหลังจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทฯ มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น จึงเตรียมนำเงินไปชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงิน และคืนเงินกู้ยืมระยะยาวบางส่วน ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยในปีหน้าลดลงกว่า 15% และคาดว่าอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) จะลดลงเหลือ 1.44 เท่า จากสิ้นไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 1.60 เท่า

ในปี 2567 บริษัทฯ มุ่งมั่นเข้าสู่ธุรกิจขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) มากขึ้น เนื่องจากมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้น สำหรับสินค้าที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิแบบคงที่ตลอดการขนส่งสินค้า เช่น สินค้าเกษตรที่มีการขนส่งผลไม้สด ทุเรียน รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ โดยบริษัทฯ พร้อมเดินหน้านำเสนอการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบวัดอุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์และแสดงผลให้คนขับรถทราบ รวมถึงมีระบบส่งข้อมูลอุณหภูมิอัตโนมัติมายัง Command Center แบบ Real Time ในแต่ละประเทศเพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทฯ สามารถควบคุมระดับอุณหภูมิในตู้คอนเทนเนอร์ได้ตามความต้องการของลูกค้าเพื่อคงคุณภาพของสินค้าไว้ได้ตลอดเที่ยวการขนส่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำแผนเพื่อขยายขีดความสามารถให้บริการแก่ผู้ใช้บริการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) คาดว่าจะมีความชัดเจนได้ในไตรมาส 1/2567 เบื้องต้นเตรียมลงทุนขยายตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มอีกกว่า 50 ตู้ หรือเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากปัจจุบันมี 35 ตู้ พร้อมตั้งเป้าหมายปี 2567 จะมีปริมาณการขนส่งผ่าน Reefer Container ไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ตู้

นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรในต่างประเทศ โดยรูปแบบอาจเป็นการร่วมทุนหรือการเข้าซื้อกิจการในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือสามารถเสริมศักยภาพของธุรกิจ ปัจจุบันได้มีการศึกษาหาความเป็นไปได้ควบคู่กับเจรจากับพันธมิตรกัมพูชาและเมียนมาร์ เพื่อขยายตลาดให้ครอบคลุมการให้บริการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนในไตรมาส 2/2567 เป็นต้นไป

Advertisement

กรรมการผู้จัดการบริษัท ETL กล่าวว่า สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2566 (กรกฎาคม – กันยายน) บริษัทฯ มีรายได้รวม 304 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายประเทศ ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและจำนวนเที่ยวการขนส่งลดลง ด้านกำไรสุทธิทำได้ 15.3 ล้านบาท ลดลง 43% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 27.2 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2565 ฐานของกำไรสุทธิของบริษัทฯได้รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไว้จำนวน 8 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานกำไรค่อนข้างสูง รวมถึงมีดีมานด์ขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากรัฐบาลจีนเริ่มผ่อนปรนการเปิดด่านชายแดน

ขณะที่ผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนแรกของปี 2566 (มกราคม – กันยายน) มีรายได้รวม 950 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 1,122.40 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศกระทบเศรษฐกิจชะลอตัว สอดคล้องกับสถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของกรมการค้าระหว่างประเทศ ที่มีมูลค่ารวมการส่งออกและนำเข้าเฉลี่ยลดลง 2.06% และ 2.53% ตามลำดับ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 47 ล้านบาท ลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 51.2 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากตัดผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 14 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา บริษัทฯ จะมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งบริษัทฯสามารถลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารกว่า 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงมุ่งเน้นบริหารจัดการต้นทุนตามกลยุทธ์ที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้บริหารเที่ยวรถขนส่งขากลับให้มีปริมาณสินค้าเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 15% สูงสุดในรอบ 3 ปี