Work Hard Play Less สไตล์ ‘เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ’  เลขาฯ รมว. และโฆษกป้ายแดงแห่งกระทรวงวัฒนธรรม 

เราอาจเคยได้ยินคำว่า Work Hard Play Hard กันอยู่บ่อยๆ แต่สำหรับ ‘ตุ๊ดตู่ – ดร.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ’ เลขาฯ รมว. และโฆษกป้ายแดงแห่งกระทรวงวัฒนธรรม ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงวัฒนธรรมหมาดๆ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 66 ที่ผ่านมา เธอเชื่อเรื่อง Work Hard Play Less มากกว่า

วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักเธอให้มากขึ้น กับการขับเคลื่อนชีวิตในสไตล์ Work Hard Play Less
ที่หล่อหลอมให้เธอก้าวเดินบนเส้นทางที่ผ่านมาอย่างมุ่งมั่น จริงจัง ตั้งแต่การเป็นนักธุรกิจ จนก้าวมาสู่สนามการเมืองในฐานะอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย 

กระทั่งถึงวันนี้ กับการเป็นหนึ่งในเฟืองจักรสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรม ในตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และโฆษกกระทรวงวัฒนธรรม ที่มีเรื่องให้ผลักดันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Soft Power ด้านต่างๆ ของไทย การผลักดันประเพณีลอยกระทงให้เป็นมรดกโลก การผลักดันการท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืน และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยภารกิจที่มากขึ้น เธอมีวิธีคิด ฝ่าฟันอุปสรรค และแบ่งเวลาทำงานกับการดูแลตัวเองอย่างไร

Advertisement

จาก ‘หมวกใบเก่า’ สู่ ‘หมวกใบใหม่’

“ช่วงที่เป็นผู้สมัครทางการเมืองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 เขตยานนาวาและบางคอแหลม ช่วงนั้นรู้สึกอย่างนึงว่า เสียงสะท้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเดือดร้อน เศรษฐกิจ ปากท้อง เรื่องฝุ่น สวัสดิการ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ในฐานะที่เป็นคนธรรมดา เราก็อยากมีส่วนร่วมเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ เข้าไปแก้ไข ผลักดันนโยบายของพรรคเพื่อไทย นั่นคือก้าวแรกที่เข้าสู่การเป็นผู้แทนฯ เป็นผู้สมัครทางการเมือง

แต่เมื่อผ่านช่วงนั้นมาแล้ว วันนี้เราอยู่ในบทบาทใหม่ ในหมวกอีกใบหนึ่ง ซึ่งก็คือการทำงานเกี่ยวกับเรื่องการบริหาร และสนองนโยบายของท่านรัฐมนตรี การผลักดันนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันมีส่วนสำคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ผลักดันการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรม เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทศกาล ประเพณีต่างๆ และพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวง 

เราเชื่อว่ากระทรวงวัฒนธรรม เป็นกระทรวงที่สามารถต่อยอดสิ่งต่างๆ ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศิลปะและวัฒนธรรม การส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรม ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ รวมไปถึงการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาคสังคมและประชาชน ร่วมผลักดัน Soft power ของไทย เพื่อให้อดีตที่มีอยู่ สู่ปัจจุบันที่ดีขึ้น และเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ด้วยการผลักดัน Soft power ผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไป”


ความต่างที่ลงตัว 

และภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม 

ผลักดันประเพณีสงกรานต์สู่มรดกโลก

“การเป็นนักธุรกิจกับการทำงานตรงนี้ต่างกันมาก แต่เป็นความแตกต่างที่เราได้เรียนรู้ แล้วก็รู้สึกดีใจที่ในวันนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเรื่องต่างๆ เป็นความต่างที่ลงตัว การทำงานตรงนี้ เราได้มีส่วนร่วมผลักดันหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลักดัน Soft Power ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการผลักดัน Soft power หลายๆ ด้าน เช่น เรื่องภาพยนตร์ เกม ศิลปะ ซีรีส์ อาหาร ฯลฯ ซึ่งจริงๆ แล้วกระทรวงวัฒนธรรมดูแลมากกว่านี้หลายเรื่อง

เป็นอีกกระทรวงหนึ่งที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนสามารถฝากความหวังได้ ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสนองนโยบายของรัฐ ในการผลักดันให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แน่นอนว่าจะต้องเริ่มต้นจากต้นทุนวัฒนธรรม ที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าไปสู่เรื่องอื่นๆ ได้

ส่วนเรื่องการทำธุรกิจ สิ่งที่คนทำธุรกิจอยากเห็นคือ Outcome เรื่องของประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ผลประกอบการที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับการทำงานในกระทรวง เราก็ต้องการที่จะสนองนโยบายของภาครัฐ แล้วก็ผลักดันให้เกิดประโยชน์กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้จริงๆ 

ยกตัวอย่างเช่น ในวันนี้กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอให้ประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย หรือ Songkran in Thailand, Traditional Thai New Year Festival ขึ้นบัญชีเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อ UNESCO เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ในการประชุมที่สาธารณรัฐบอตสวานา ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องที่คนไทยทุกคนร่วมยินดี 

เมื่อสงกรานต์ได้ขึ้นเป็นมรดกโลก สงกรานต์ที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน และในทุกๆ ปี ก็จะเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่จะเข้ามาซึมซับประเพณี วัฒนธรรม และเทศกาลสำคัญของไทย และแน่นอนว่ารายได้ก็จะเข้าประเทศเยอะตามไปด้วย” 

อุปสรรคและความท้าทาย 

Soft Power ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์

“Soft Power ไม่ได้แค่ทำแป๊บนึงแล้วจากไป แต่ต้องใช้เวลาทำให้ยั่งยืน และ Soft Power ที่สำคัญที่สุดก็คือ การทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ร่วมแรงร่วมใจกัน ผนึกกำลังในการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ภาครัฐต้องอำนวยความสะดวกและทำงานอย่างเต็มที่ จริงจัง ที่จะผลักดันให้ Soft  Power เป็นรูปธรรมได้ Soft Power จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ แต่เป็นกระบวนการทุกภาคส่วน ที่ในวันนี้เราตั้งหมุดหมายแล้วว่า จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ เพื่อให้ประเทศชาติ ประชาชน มีรายได้ต่อหัวที่มากขึ้น 

อย่างเช่น การผลักดัน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ถ้าทำได้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ก็จะมีความคล่องตัวในการทำธุรกิจมากขึ้น หลายๆ คนก็จะสนใจไปในอุตสาหกรรมนี้ อีกทั้งยังสามารถนำเรื่องราวในอุตสาหกรรมส่งต่อไปยังเรื่องอื่นๆ ได้มากขึ้น ลดขั้นตอนกระบวนการจากภาครัฐมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็น คือกระบวนการที่สั้นลง กระชับลง แต่ได้ประโยชน์สูงสุด

ส่วนความท้าทายในเรื่องนี้สำหรับเรา น่าจะเป็นเรื่องการดูกฎหมาย พ.ร.บ. ยกตัวอย่าง พ.ร.บ. ภาพยนตร์และเกม เราประชุมกันหลายครั้ง ได้ฟังเสียงจากผู้ประกอบการ แล้วก็ได้เข้าไปฟังคณะกรรมการ Soft Power ในการผลักดันกฎหมายต่างๆ ที่เราต้องการให้มันดีขึ้น ต้องการปลดล็อกอุปสรรคบางอย่าง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และเกม เป็นสิ่งที่รัฐให้ความสำคัญ เพราะเป็นอุตสาหกรรมใหญ่และทำรายได้มหาศาล 

ความสวยงามของประชาธิปไตยก็มีหลายเรื่อง ต่างคนต่างความคิด ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่คาดว่าหมุดหมายของรัฐที่อยากจะผลักดัน Soft Power คือ อยากทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่รายได้ที่มากขึ้น ตอนนี้คิดว่าทุกหน่วยงานทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมที่สามารถทำให้ประเทศไทย มีศักยภาพ ในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกมก็ดี ภาพยนตร์ หนังสือ ศิลปะ เทศกาลประเพณีสำคัญก็ดี ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะต้องเกิดจากการบูรณาการทุกภาคส่วน”

เชื่อเรื่อง Work Hard Play Less

ตู่เชื่อว่า คนเรามีการใช้ชีวิตแตกต่างกัน บางคน Work hard, play hard แล้วเวิร์ค แต่ส่วนตัวเราแนว Work hard, play Less เราเชื่อเรื่องเวลาเราทำอะไร ต้องมีเป้าหมายและจริงจัง เราจะมีเป้าหมายกับการทำงานว่า ปีนี้เราเห็นตัวเองเป็นอะไร ปีหน้า หรือสามปีต่อไปเราเห็นตัวเองเป็นอะไร และกำลังทำอะไรอยู่ เพื่อให้เราเข้าไปสู่กระบวนการในการไปให้ถึงเป้าหมายจุดจุดนั้น 

ทุกสิ่งที่ทำ เราทำด้วยความตั้งใจ ฉะนั้นเราก็ทำออกมาให้เต็มที่ อะไรที่ถือไว้แล้วมันหนัก ก็ปล่อยวาง อะไรที่คิดว่ามันเป็นเป้าหมายและเราไปแล้วมีความสุขท้าทาย เราก็ไป ซึ่งวางเป้าหมายไว้ว่า อยากเห็นผลงาน เราได้เร่งเรื่องผลงาน และทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด มีหลายเรื่องที่อยากทำ มองว่ากระทรวงวัฒนธรรมสามารถผลักดันในการส่งเสริมเรื่องราวต่างๆ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้

เวลามีความท้าทายเกิดขึ้น แน่นอนว่ามันมีความเครียด มีความกดดัน เราก็จะใช้ช่วงที่ว่างๆ นั่งกินกาแฟร้าน Café ดูผู้คนเดินไปมา เพื่อปลดปล่อยเรื่องราวตรงนั้น การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่างวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็มีโอกาสพบปะพ่อแม่พี่น้องประชาชน ถือเป็นการออกกำลังกาย เพราะได้เดินค่อนข้างเยอะ  ที่สำคัญคือหลังจากได้ลงพื้นที่ เรากลายเป็นผู้ฟัง ทำให้ทราบได้ว่าเขามีปัญหาอะไร เราก็นำข้อคิดเห็นตรงนี้เข้าสู่กระบวนการ แล้วก็ส่งสัญญาณไปหาบุคคลที่เกี่ยวข้องว่า นโยบายต่างๆ ประชาชนมีแนวคิดอย่างไร การพูดคุยจะทำให้เกิดพลัง ซึ่งช่วยให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นกิจกรรมที่สนุกดี พอรู้สึกผ่อนคลาย ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ก็น่าจะคลายความเครียด และไปสู่จุดมุ่งหมายต่อไปได้”

เป้าหมายของกระทรวงวัฒนธรรม

“กระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิช มีนโยบายเรื่องวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ เราเชื่อว่าวัฒนธรรมเป็นต้นทุนสำคัญ ที่จะทำให้ต่อยอดไปเรื่องอื่นๆ ได้ การอนุรักษ์ การสืบสาน การส่งเสริม ย่อมเป็นเรื่องที่ไปด้วยกัน จะอนุรักษ์อย่างเดียว ไม่ส่งเสริม ไม่ต่อยอด ก็คงเป็นไปไม่ได้ เรื่องของการรักษาความภาคภูมิใจของคนไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเชิงศิลปะ เช่น ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เป็นต้น ซึ่งครั้งนี้เชียงรายเป็นหมุดหมาย มีนักท่องเที่ยวหลายคนมาเที่ยวในช่วง high season ไปสู่งานศิลปะระดับโลกต่อไป มาดูงานศิลปะ ที่สำคัญคือมันเกิดรายได้ต่อชุมชน และจังหวัด รวมถึงจังหวัดภาคเหนือตอนบนด้วย
ซึ่งผลงานศิลปะ มีศิลปินคนไทย และศิลปินต่างชาติ มาบูรณาการเรื่องศิลปะร่วมกัน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กระทรวงวัฒนธรรมต่อยอด 

รวมทั้งการผลักดันเรื่อง พ.ร.บ.ภาพยนตร์ เกม ทำให้กฏหมายมันทันสมัยมากขึ้น ทำให้วัยรุ่นรู้สึกว่าอนาคตของเขามีความหวัง ไม่ใช่หน่วยงานรัฐเป็นอุปสรรคที่จะสานฝันของเขา เราอยากจะเป็นคนที่เปิดสะพานและสร้างสะพาน เพื่อให้เขาไปถึงสิ่งที่ฝันให้ได้ รวมถึงการเปิดโบราณสถานตอนกลางคืนอย่างวัดไชยวัฒนาราม จนถึงปัจจุบัน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีนักท่องเที่ยมเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ประชาชนในพื้นที่เกิดรายได้มากขึ้น

ถ้าถามว่ากระทรวงวัฒนธรรมตอนนี้อยากเห็นอะไร เราอยากเห็นอนาคตของคนรุ่นใหม่ อยากเห็นอนาคตของประเทศชาติ อยากเห็นต้นทุนวัฒนธรรมของเราได้ต่อยอดเป็น Soft Power ที่สามารถนำรายได้กลับคืนสู่พ่อแม่พี่น้องประชาชน นั่นคือสิ่งที่อยากเห็น และมีความหวังว่าเราจะทำให้ดีที่สุด”

#SoftPower #ซอฟต์พาวเวอร์ #เพ็ญพิสุทธิ์จินตโสภณ #กระทรวงวัฒนธรรม

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image