หน้าแรก Uncategorized การเมืองไทยสม...

การเมืองไทยสมัยใหม่ หลังยุควงจรอุบาทว์ // โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

24.01.17 | 12:50 น.

การเสียชีวิตของศาสตราจารย์ ดร.กระมล ทองธรรมชาติ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการสูญเสียที่สำคัญต่อวงการวิชาการทางรัฐศาสตร์ของไทยอีกครั้งหนึ่ง นับจากช่วงปลายปีที่ผ่านมาที่เราเพิ่งสูญเสียศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   การเสียชีวิตของนักวิชาการรุ่นครูทั้งสองท่านทำให้ผมกลับมาย้อนรำลึกถึงสิ่งที่อาจารย์ในรุ่นเหล่านั้นได้ฝากเอาไว้ให้กับคนรุ่นหลังๆ อย่างน้อยสามประการ

ประการแรก ท่านอาจารย์ทั้งสองเป็นแบบอย่างของนักวิชาการที่ทุ่มเทในเรื่องการสอน การวิจัย และทำงานหนักอย่างต่อเนื่องมาตลอดทั้งชีวิต และเป็นเสาหลักทางวิชาการของคนรุ่นหลังๆ มาโดยตลอด  ประการที่สอง กรอบการศึกษาหลักของนักวิชาการรุ่นนั้นคือเรื่องของการศึกษา วงจรอุบาทว์ทางการเมืองŽ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะขอนำมาอภิปรายในรายละเอียดในส่วนต่อไป   ประการที่สาม ท่านอาจารย์ทั้งสองท่านเข้าไปมีบทบาททางการเมือง ทั้งในส่วนของการรับตำแหน่งในรัฐบาลในฐานะรัฐมนตรี และในส่วนของการเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ แม้ว่าในบางช่วงเวลาในอดีตท่านอาจารย์ทั้งสองอาจจะเป็นหนึ่งในต้นแบบของการทำงานทางการเมืองได้ในทุกรัฐบาล

แต่ในบั้นปลายของชีวิตท่านอาจารย์ทั้งสองท่านก็ดูเหมือนว่าจะมีจุดยืนและมุมมองไปในทางการให้คุณค่ากับประชาธิปไตยมากกว่ารูปแบบการปกครองอย่างอื่น สิ่งที่ผมอยากขยายความในงานชิ้นนี้อยู่ที่เรื่องของวิธีการมองเรื่องวงจรอุบาทว์ทางการเมือง ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ค่อนข้างเฟื่องฟูทางรัฐศาสตร์ไทยอย่างยาวนาน และกลายเป็นหนึ่งในคำที่ติดหูติดปากของคนที่วิเคราะห์ทางการเมืองไทยมาโดยตลอด ผมไม่ทราบว่าแนวคิดเรื่องวงจรอุบาทว์ทางการเมืองเริ่มเป็นครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่ทั้งอาจารย์กระมลและอาจารย์ลิขิตเป็นตัวอย่างสำคัญของนักวิชาการยุคนั้นที่พูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ (อีกท่านคือศาสตราจารย์ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ซึ่งตอนนี้ท่านก็สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่) ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ในสิ่งที่ผมจะพูดนั้นใครอ้างถึงคนแรกไม่ใช่เรื่องสำคัญ ใครแท้ที่สุดก็ไปค้นกันเอาเอง เอาเป็นว่าตอนผมเรียน ผมเรียนจากอาจารย์กระมล ในวิชาการเมืองการปกครองไทย และอ่านหนังสือวิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทยของอาจารย์ลิขิต

   แต่ประเด็นที่สำคัญที่ผมอยากจะเน้นอยู่ที่ว่าคำอธิบายเรื่องวงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทยนั้นมีลักษณะของการพยายามตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเมืองไทยอยู่หลายประการ

หนึ่ง การอธิบายเรื่องวงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทย พยายามอธิบายถึง แบบแผนŽ บางประการของประวัติศาสตร์ทางการเมือง ซึ่งน่าจะพัฒนาขึ้นมาจากเรื่องของการอธิบายประวัติศาสตร์การเมืองไทยในแบบ สารคดีการเมืองŽ การอธิบายแบบแผนทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้เราเข้าใจว่าการเมืองไทยมีลักษณะที่หมุนวนเป็นวงจร เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแบบนี้ นั่นคือมีการเมืองที่นำไปสู่ความวุ่นวาย ไร้เสถียรภาพของนักการเมือง จากนั้นก็มีการปฏิวัติรัฐประหาร จากนั้นก็มีการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้ การเมืองประชาธิปไตยก็จะเดินหน้าต่อไปในแบบที่นำไปสู่ความวุ่นวาย ไร้เสถียรภาพ กลับมาที่การทำรัฐประหารอีกครั้ง

Advertisement

สอง การอธิบายในเรื่องวัฏจักรทางการเมืองในแบบวงจรอุบาทว์นี้ เป็นการอธิบายที่ใช้ลักษณะการวิเคราะห์ตัวบทของรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับเป็นหลัก และอาจมีการจัดประเภท และประเมินว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดมีความเป็นประชาธิปไตยบ้าง และมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่ากัน เราจึงพบว่ากรอบการอธิบายในเรื่องของวงจรอุบาทว์นี้มีมิติในเรื่องของการจัดประเภทของระบอบทางการเมืองตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยและเผด็จการอยู่มาก เช่น รัฐธรรมนูญแบบไหนเป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญแบบไหนเป็นเผด็จการ หรือแบบไหนเป็นแบบครึ่งใบ น่าสนใจว่า ในวันนี้เราไม่สามารถเข้าใจรัฐธรรมนูญในกรอบความเข้าใจแบบเดิมได้ คือ ในแบบของประเภท-ความเข้มข้นในเรื่องอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเผด็จการ ทั้งนี้สิ่งที่เราอาจจะเจอในรัฐธรรมนูญยุคใหม่ มักจะเป็นไปในเรื่องของการขัดกันของมาตราต่างๆ หรือลักษณะที่มีมิติทั้งประชาธิปไตยและเผด็จการอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญเดียวกัน บางครั้งการเข้าใจรัฐธรรมนูญในสมัยใหม่ จึงมักถูกศึกษาในกรอบของการมองความสัมพันธ์ทางอำนาจ (แบบงานของอาจารย์เสน่ห์ จามริก) มากกว่า เรื่องของการวัดประเมินอุดมการณ์เบื้องหลังรัฐธรรมนูญ โดยไปมุ่งพิจารณาว่ากลุ่มพลังไหนเข้ามามีบทบาทในการเขียนอำนาจให้กลุ่มของตนเอง และสกัดขัดขวางอำนาจของกลุ่มอื่น

   รวมทั้งสร้างความชอบธรรมและสร้างวาทกรรมทางอำนาจอะไรบ้างอยู่เบื้องหลัง การผลักดันและเขียนรัฐธรรมนูญในแต่ละยุคบ้าง (เช่น รัฐธรรมนูญต้านโกง รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน)

สาม การศึกษาเรื่องวงจรอุบาทว์ทางการเมืองไม่ได้สนใจแค่ว่าวงจรอุบาทว์นั้นแบบเก่าและแบบใหม่ต่างกันอย่างไร เช่น แบบเก่าเป็นปืน แบบใหม่เป็นทุน เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำความเข้าใจตรรกะของตัววงจร ในลักษณะของแบบแผนของการเกิดซ้ำๆ กันที่นำไปสู่การไร้เสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า การแบ่งวงจรอุบาทว์เป็นยุคสมัยง่ายๆ เป็นเพียงการพรรณนาความมากกว่าความวิเคราะห์ และไม่ค่อยให้ความสนใจว่า ในปืนมีทุนŽ และ ในทุนมีปืนŽ และไม่เข้าใจความสลับซับซ้อนทางอำนาจระหว่างอำนาจเศรษฐกิจ อำนาจวัฒนธรรม และอำนาจรัฐในลักษณะของการบังคับด้วยกฎหมายและกลไกกายภาพ-อาวุธอื่นๆ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าอำนาจเหล่านั้นทำงานอย่างไร และทำงานร่วมกันอย่างไร

ความสำคัญของแนวคิดวัฏจักรการเมืองแบบวงจรอุบาทว์อยู่ที่เรื่องของวงจร เรื่องของสาเหตุที่ทำให้เกิดวงจร และเรื่องของการพยายามอธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือความสลับซับซ้อนของเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันมาในแบบลูกโซ่ ที่ตอกย้ำว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นต่อๆ กันไป โดยวนเป็นวงจร นั่นหมายถึงมีการสะท้อนกลับเป็นวงรอบ (feedback loop) ทั้งนี้ เมื่อเราพิจารณาเรื่องวงจรอุบาทว์ เราก็ยังจะมองว่ามันเป็นวงจรที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ถดถอยลง ต่างจากความเชื่อในเรื่องวงจรแห่งความรุ่งโรจน์ (virtuous circle) ที่เชื่อว่าวงจรของปรากฏการณ์นั้นๆ จะนำไปสู่ผลที่ดีขึ้น การศึกษาวงจรอุบาทว์ทางการเมืองน่าจะเป็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับเรื่องของการขาดสภาวะสมดุลทางการเมือง (equilibrium) ที่เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาการเมืองในทฤษฎีระบบ ที่เฟื่องฟูในยุคนั้น กล่าวคือมองว่าระบบมันพังทลายลง เพราะมันไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้ เมื่อรักษาสมดุลไม่ได้ ก็จะขาดเสถียรภาพทางการเมือง

เมื่อขาดเสถียรภาพทางการเมือง ก็ถือว่าขาดการพัฒนาทางการเมือง

สี่อิทธิพลของแนวคิดในเรื่องของวงจรอุบาทว์ทางการเมือง ส่งผลประการสำคัญทำให้นักรัฐศาสตร์ในอดีต อย่างอาจารย์กระมลและอาจารย์ลิขิต (และอีกหลายท่าน) มีความเชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาทางการเมืองได้ จะต้องแก้ที่การร่างกฎกติกาทางการเมืองใหม่ โดยมีรูปธรรมที่สำคัญคือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยทำให้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทางการเมือง

ด้วยการพัฒนาสถาบันทางการเมืองบางสถาบันเป็นพิเศษ ดุจดังการกระทำของ วิศวกรรมทางการเมืองŽ ที่มีการคิดค้นเครื่องจักร กลไกบางอย่างขึ้นมาเพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาทางการเมือง เช่นในยุคหนึ่งเชื่อว่าประชาธิปไตยจะพัฒนาก็ต่อเมื่อนักการเมืองต้องมีอุดมการณ์ ไม่แตกแถว มีนโยบาย ทั้งนี้ รูปธรรมก็คือ การบังคับให้นักการเมืองต้องสังกัดพรรคการเมือง คือมีวินัยในการทำงาน และการบังคับให้มีการส่งผู้สมัครเกินกึ่งหนึ่ง

หรือในบางยุคก็มีการบังคับระดับการศึกษาของนักการเมือง เป็นต้น ลักษณะที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นจริงจากการวิเคราะห์ทางการเมืองนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ครูบาอาจารย์เหล่านี้เข้าไปมีบทบาททางการเมืองต่างกรรมต่างวาระกันในอดีต และก็เป็นกรณีศึกษาเสมอว่า เมื่อเราศึกษาตีความโลกแล้ว เราจะต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลงมันหรือไม่

ที่สำคัญ เราจะมีท่าทีกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราต้องการเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคน หรือเราต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนนั้นเป็นเรื่องของการแสวงหาทางเลือกที่เราเชื่อว่าแตกหักกับสิ่งที่เป็นมา หรือเราต้องการการเปลี่ยนแปลงในแบบที่ต้องมีการต่อรองระหว่างกันของแต่ละกลุ่มด้วย

     หรือเราพูดอย่างทำอย่าง คืออ้างว่าเราต้องการการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือการต่อต้านอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น?

ห้ า ผมคิดว่าบทเรียนที่สำคัญของเรื่องราวการศึกษาวงจรอุบาทว์ทางการเมืองนั้นไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาสาระว่าอะไรอยู่ตรงกลางของวงจรอุบาทว์เท่านั้น (เช่น วัฒนธรรมทางการเมืองไทยที่ไม่พร้อม หรือการมีอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันของพลังฝ่ายต่างๆ) หรือความเชื่อว่าจะสามารถแสวงหา การปกครองที่ดีที่สุดผ่านการผสมระบอบการเมืองต่างๆ เข้าด้วยกันŽ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองตามที่นักวิชาการนั้นเชื่อว่าดีที่สุดสำหรับเรา

แต่เรื่องสำคัญของการเข้าใจวัฏจักรทางการเมืองในแบบวงจรอุบาทว์ทางการเมือง คือการทำความเข้าใจห้วงจังหวะและการเคลื่อนไหว-เคลื่อนที่ (movement-flow-mobility) ของข้อมูล ไม่ว่าสังคมนั้นๆ จะเป็นระบอบการเมืองอะไร ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย เผด็จการ หรืออะไรที่เรางงๆ ว่าตกลงเป็นระบอบเก่าหรือใหม่

ประเด็นไม่ใช่เรื่องของความชัดเจนของการจัดประเภทระบอบ แต่เป็นเรื่องของการเข้าใจการไหลเวียนของข้อมูลในฐานะทรัพยากรที่สำคัญทางการเมือง ที่ช่วยทำให้เราสามารถตัดสินใจ หรือไม่ตัดสินใจ หรือกำหนดประเด็น/การครอบงำทางการเมืองได้ คำถามที่ท้าทายในการวิเคราะห์การเมืองและต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยในวันนี้เรื่องหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการเมืองของข้อมูลที่มากไปกว่าเรื่องของการโจมตีเว็บไซต์รัฐ หรือการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล  แต่อาจจะเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจการไหลเวียนของข้อมูล ที่ทำให้สังคมนั้นสามารถเป็นเจ้าภาพ และกำกับดูแลกิจการสาธารณะได้ ไม่ว่าจะหมายถึงการต้านโกงที่มักจะมุ่งเน้นไปสู่เรื่องของนักการเมือง

ทั้งที่ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลที่กระทบกับสาธารณะอีกมากมาย

เรื่องนี้ถือเป็นการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินยิ่ง เพราะมันไม่ใช่เรื่องของข้อถกเถียงเก่าระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคงของรัฐในแบบที่เราถูกทำให้เชื่อมาโดยตลอด แต่มันเป็นเรื่องของประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ในวงกว้าง ที่เมื่อทุกคนได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ การเปิดเผยข้อมูลที่กระทบกับสาธารณะก็จะต้องมีขึ้น เหมือนกับที่ระบบการตัดสินคดีจำนวนมากใช้อ้างสิ่งที่เรียกว่า บุคคลสาธารณะŽ นั่นแหละครับ

ถ้าเป็นไปตามตรรกะนี้ ไม่ว่าวงจรอุบาทว์จะใหม่หรือเก่า สังคมจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ คนดีจะปกครองหรือไม่ เรื่องสำคัญก็คือ การออกแบบระบบการเมืองให้สาธารณะได้รับทราบข้อมูลที่กระทบถึงเขา ผลกระทบที่เกิดต่อสาธารณะ ไม่ว่าจากหน่วยงานรัฐ จากผู้ใช้อำนาจรัฐ หรือบริษัทเอกชนที่มีกิจการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะก็จะต้องถูกเปิดเผย นี่คือสนามการต่อสู้ใหม่ทางการเมือง ในระบอบที่รัฐและทุนพยายามครอบครองและควบคุมข้อมูลจากเรามากขึ้นทุกวัน การปกครองและการแสวงหากำไรในวันนี้ล้วนมาจากการควบคุมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเรา ที่ไม่ใช่เรื่องเชิงนามธรรมในทางอำนาจเท่านั้น แต่หมายถึงการจัดการทุกมิติ ของเราผ่านการวิเคราะห์ คาดเดา และทดลองเชิงสถิติ การตรวจสอบอำนาจรัฐจึงไม่ใช่เรื่องของการมองผ่านเพียงเรื่องของเสรีภาพอีกต่อไป

แต่เป็นเรื่องที่ผูกพันกับสิทธิและพันธสัญญาที่เราจะต้องมีกับรัฐเป็นเบื้องต้น และเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบสาธารณะที่มีกับคนในรัฐ

ไม่ใช่ผลกระทบต่อรัฐในแง่ความสั่นคลอนทางอำนาจของคนไม่กี่คนเท่านั้น