ไข้เลือดออกพุ่ง 8 พันราย พบเด็ก 5-14 ปีป่วยมากสุด เร่งยับยั้งเชื้อ แนะทายากันยุง

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในช่วงนี้เริ่มน่าเป็นห่วง พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี มากกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน 1.9 เท่า เน้นย้ำให้สถานพยาบาลจ่ายยาทากันยุงผู้ป่วย เพื่อลดการแพร่เชื้อในชุมชน ควบคู่กับการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เดือนมกราคมที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกแล้ว 8,197 ราย มากกว่าปี 2566 ถึง 1.9 เท่า (4,286 ราย) และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พบผู้ป่วยสูงสุดในกลุ่มอายุ 5-14 ปี โดยพบมากทางภาคใต้ และภาคกลาง รายงานผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 13 ราย กระจายใน 11 จังหวัด และเสียชีวิตมากสุดในกลุ่มที่อายุมากกว่า 65 ปี

“กรมควบคุมโรคจึงขอเน้นย้ำให้สถานพยาบาลทุกแห่งจ่ายยาทากันยุงให้ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในแผนกผู้ป่วยนอก เพื่อป้องกันการกระจายเชื้อไข้เลือดออกในตัวผู้ป่วยสู่ชุมชน เพราะผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกหากถูกยุงลายกัดสามารถส่งต่อเชื้อไข้เลือดออกให้ผู้อื่นได้ การทายากันยุงในผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจะช่วยตัดวงจรดังกล่าว และลดการระบาดของโรคไข้เลือดออกได้ โดยให้ทาวันละ 1 ซองทุก 6 ชั่วโมง ติดต่อกัน 5 วัน นับจากวันที่ได้รับการวินิจฉัย นอกจากนี้ ต้องขอความร่วมมือประชาชนให้ช่วยกันสำรวจ และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายตามมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค อย่างต่อเนื่องเพื่อลดจำนวนยุงลายรุ่นต่อไป” นายแพทย์ธงชัยกล่าว

นายแพทย์ธงชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการทายากันยุงเพื่อป้องกันยุงกัดในผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกแล้ว ผู้ที่ไม่ป่วยแต่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน หรือละแวกบ้านเดียวกันกับผู้ป่วยก็ต้องทายากันยุงเช่นกัน เพื่อป้องกันยุงกัด หากมีอาการสงสัยโรคไข้เลือดออก เช่น มีอาการไข้สูงลอย ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หน้าแดง กระหายน้ำ หรือมีจุดเลือดออกที่ลำตัว แขน ขา เป็นต้น ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะยาลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค แอสไพริน รวมถึงยาชุด จะมีผลทำให้เลือดออกมากในทางเดินอาหารและยากต่อการรักษา เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ หากรับประทานยาลดไข้หรือเช็ดตัวแล้วไข้ไม่ลด หรือลดแล้วไข้กลับมาสูงอีก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ซึ่งโรคไข้เลือดออกหากได้รับการรักษาเร็วจะสามารถป้องกันอาการรุนแรง และเสียชีวิตได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

Advertisement
QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image