‘วรรณา’อจคช.สุราษฎร์ เปิดแชตหลักฐานแจงยิบถึงโฆษกอัยการ หลังถูกทนายดังพาดพิงออกสื่อไม่ให้ความร่วมมือ พม.ยื่นคำร้องศาลเยาวชนฯปมลัทธิเชื่อมจิต ชี้ไม่ใช่อำนาจหน้าที่โดยตรง ที่ผ่านมาให้ความร่วมมือปรึกษากฎหมายเคสนี้มาตลอด ลั่นหากยังไม่หยุดพาดพิง โดนดำเนินคดีแน่
นางวรรณา วิพลชัย อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสุราษฎร์ธานี (อจคช.) ได้มีหนังสือถึงโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดรายงานกรณี นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้กล่าวในรายการทีวีรายการหนึ่ง โดยมีใจความบางส่วนว่า อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายฯจังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่ให้คำปรึกษา ไม่ให้ความช่วยเหลือแก่ พม.และไม่แนะนำ พม.ในการยื่นคำร้องต่อศาลในกรณีลัทธิเชื่อมจิตนั้น เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ว่า
ดิฉัน นางวรรณา วิพลชัย ขอยืนยันว่าคำกล่าวของนายอนันต์ชัยดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นความจริง โดยดิฉันขอชี้แจงดังนี้
1.หน้าที่หลักของอัยการคุ้มครองสิทธิฯคือการช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนมิใช่หน่วยงานของรัฐและไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในคดีเยาวชน ยิ่งไปกว่านั้นดิฉันมิได้มีตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ส่วนสำนักงานอัยการที่ให้คำปรึกษากฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐนั้นเป็นสำนักงานอัยการอื่นซึ่งมีอยู่หลายสำนักงานขึ้นอยู่กับประเภทของคดี
อย่างเช่นในกรณีลัทธิเชื่อมจิตนี้สำนักงานอัยการคดีเยาวชนฯจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการให้คำปรึกษาและยื่นคำร้องในกรณีนี้
2.แม้ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงแต่ดิฉันในฐานะอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายฯจังหวัดสุราษฎร์ธานี (อัยการจังหวัด สคช.) ก็ให้คำปรึกษาแก่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี (พม.) ด้วยความเต็มใจและเต็มกำลังความสามารถมาโดยตลอดทุกครั้งที่ได้รับการร้องขอจาก พม. และเคยแจ้งให้ พม.ทราบแล้วว่า อัยการคุ้มครองสิทธิฯจังหวัดสุราษฎร์ธานีสนับสนุนให้ พม.ใช้อำนาจศาลในการแก้ปัญหาลัทธิเชื่อมจิต
โดยอัยการคุ้มครองสิทธิฯจังหวัดสุราษฎร์ธานีพร้อมให้คำปรึกษาในการยื่นคำร้องต่อศาล เพียงแต่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิฯจังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการยื่นคำร้องเอง
3.ดิฉันได้ประสานงานและพูดคุยให้คำปรึกษากับ พม.และรองอธิบดี พม.มาโดยตลอดบางครั้งใช้เวลาพูดคุยประมาณ 1 ชั่วโมงโดยการติดต่อทางทางไลน์และวีดิโอคอล แม้จะอยู่นอกเวลาราชการดิฉันก็ให้คำปรึกษาแนะนำข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้อง
นอกจากนี้ดิฉันได้ชี้แจงข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในการยื่นคำร้องพร้อมส่งคลิปที่จะใช้แนบในการยื่นคำร้องให้ พม.ด้วย
เจ้าหน้าที่ พม.เคยแจ้งกับดิฉันว่า พม.จะส่งคำร้องที่จะยื่นคำร้องกับศาลมาให้ดิฉันตรวจ แต่สุดท้าย พม.ก็ไม่ได้ส่งคำร้องใดๆ มาให้ดิฉันตรวจ จนกระทั่งดิฉันทราบต่อมาว่า พม.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลด้วยตนเองแล้วตามที่ปรากฏเป็นข่าว
รายละเอียดปรากฏตามข้อความทางแชตไลน์ที่ได้แนบมาด้วยแล้ว
4.ดิฉันขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิเชื่อมจิตเพราะโดยส่วนตัวไม่เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์
5.หากทนายอนันต์ชัยยังไม่หยุดกล่าวพาดพิงดิฉัน ดิฉันจะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา





